แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ JMT แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ JMT แสดงบทความทั้งหมด
8/02/2560
2 เด้งตัวแรกของพอร์ต
สำหรับหุ้น JMT ผมได้เด้งแรกจากราคาปิดวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ปิดที่ราคา 20.50 บาท และหลังจากนั่นไม่นานผ่านมาประมาณ 8 เดือน ก็ได้เด้งที่สองจากราคาปิดวันที่ 2 สิงหา 2560 ปิดที่ราคา 31.00 บาท
7/16/2560
สรุป JMT: ใน Money Talk @ SET หัวข้อ “4 หุ้นเด่นครึ่งปีหลัง” วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560
สรุป JMT : ใน Money Talk @ SET หัวข้อ “4 หุ้นเด่นครึ่งปีหลัง” วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560
สำหรับ JMT มีคุณปิยะ พงษ์อัชฌา (กรรมการผู้จัดการ) มาในวันนี้
1. พิธีกรถามว่าในห้องสัมมนานี้มีใครถือหุ้น JMT ไหม ในห้องไม่มีใครยกมือ
2. ใช้ Call Center ในการติดตามหนี้ ตอนนี้ใช้คนอยู่ 2,000 คน
3. หนี้รวมที่ซื้อ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 100 ชุด ต้นทุนชุดละ 5% ตัดต้นทุนไปแล้ว 40 กว่าชุด เฉลี่ยตอนนี้เก็บหนี้ได้ประมาณชุดละ 20% จากการเริ่มซื้อหนี้ในปี 2540
4. ลูกหนี้คือลูกค้า , ลูกหนี้ไม่ใช่ลูกหนี้
5. ลูกหนี้ที่มีปัญหามีไม่ถึง 2% เราฟ้องลูกหนี้ไม่ถึง 2% , อายุความ 10 ปี
6. ศูนย์ประนอมหนี้มีอยู่ 20 กว่าสาขาทั่วประเทศ
7. Market share 90%
8. จุดแข็งของ JMT คือ การทำธุรกิจมานานและมีการบันทึกบัญชีที่ Projection 10 ปี ในขณะที่รายอื่นอาจจะมีประสบการณ์ 3-5 ปี ก็ต้องบันทึกบัญชีตามนั่น ทำให้มาร์จิ้นต่ำกว่า
9. ไตรมาสแรกเติบโตกว่า 40% และไตรมาสสองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะเห็นตัวเลขสูงสุดที่ JMT ทำธุรกิจมา
10. พึ่งซื้อหนี้จากธนาคารต่างชาติมา 6,500 ล้านบาทใน Q4.2559 ซื้อมา 300 กว่าล้านบาท ถึงตอนนี้เดือนกรกฎาคมมียอด Cash Collection แล้ว 200 กว่าล้านบาท
11. จะมีการเปิดศูนย์สินเชื่อใน Q4 โดย JMT เป็นเจ้าภาพ เราจะให้บริการสำหรับสถาบันหรือสินเชื่อที่ไม่อยากมีทีมตรวจสอบเครดิต
12. พึ่งจดทะเบียนบริษัทที่กัมพูชา เบื้องต้นจะรับตามหนี้ได้ในเดือนหน้า
13. คุณปิยะ ไปหาลูกค้ารายแรกที่กัมพูชาเองด้วย
ปล. สรุปเฉพาะ Keyword ตัดในส่วนของการอธิบายธุรกิจออก
ดูเต็มๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/MoneyTalkTV/videos/1521947997876013/
สำหรับ JMT มีคุณปิยะ พงษ์อัชฌา (กรรมการผู้จัดการ) มาในวันนี้
1. พิธีกรถามว่าในห้องสัมมนานี้มีใครถือหุ้น JMT ไหม ในห้องไม่มีใครยกมือ
2. ใช้ Call Center ในการติดตามหนี้ ตอนนี้ใช้คนอยู่ 2,000 คน
3. หนี้รวมที่ซื้อ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 100 ชุด ต้นทุนชุดละ 5% ตัดต้นทุนไปแล้ว 40 กว่าชุด เฉลี่ยตอนนี้เก็บหนี้ได้ประมาณชุดละ 20% จากการเริ่มซื้อหนี้ในปี 2540
4. ลูกหนี้คือลูกค้า , ลูกหนี้ไม่ใช่ลูกหนี้
5. ลูกหนี้ที่มีปัญหามีไม่ถึง 2% เราฟ้องลูกหนี้ไม่ถึง 2% , อายุความ 10 ปี
6. ศูนย์ประนอมหนี้มีอยู่ 20 กว่าสาขาทั่วประเทศ
7. Market share 90%
8. จุดแข็งของ JMT คือ การทำธุรกิจมานานและมีการบันทึกบัญชีที่ Projection 10 ปี ในขณะที่รายอื่นอาจจะมีประสบการณ์ 3-5 ปี ก็ต้องบันทึกบัญชีตามนั่น ทำให้มาร์จิ้นต่ำกว่า
9. ไตรมาสแรกเติบโตกว่า 40% และไตรมาสสองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะเห็นตัวเลขสูงสุดที่ JMT ทำธุรกิจมา
10. พึ่งซื้อหนี้จากธนาคารต่างชาติมา 6,500 ล้านบาทใน Q4.2559 ซื้อมา 300 กว่าล้านบาท ถึงตอนนี้เดือนกรกฎาคมมียอด Cash Collection แล้ว 200 กว่าล้านบาท
11. จะมีการเปิดศูนย์สินเชื่อใน Q4 โดย JMT เป็นเจ้าภาพ เราจะให้บริการสำหรับสถาบันหรือสินเชื่อที่ไม่อยากมีทีมตรวจสอบเครดิต
12. พึ่งจดทะเบียนบริษัทที่กัมพูชา เบื้องต้นจะรับตามหนี้ได้ในเดือนหน้า
13. คุณปิยะ ไปหาลูกค้ารายแรกที่กัมพูชาเองด้วย
ปล. สรุปเฉพาะ Keyword ตัดในส่วนของการอธิบายธุรกิจออก
ดูเต็มๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/MoneyTalkTV/videos/1521947997876013/
2/27/2560
JMART : Opp day Feb 27, 2017
คุณอดิศักดิ์เปิดด้วยการพูดถึงการปรับโครงสร้างใหม่ของ JMART และการขยายจะไม่หยุดแค่นี้
JMART Group
JMT
JMART Group
- ปี 2016 เจมาร์ททำผลงานได้ดีที่สุดทั้งรายได้ และกำไร
- ปี 2016 เจอมาร์ทขายมือถือไป 1,200,000 เครื่อง ยอดขาย Samsung, Huawei, Oppo และ Vivo เราขายได้เป็นที่ 1 ตัวเลขนี้มาจาก Supplier (แบรนด์จีนให้มาร์จิ้นสูงสุด สูงกว่า Samsung และ Apple)
- ปี 2016 เราขาย Apple ได้โตขึ้น 38% เราต้องการเป็นที่ 1 ในส่วนของ Apple ด้วย ภายในปี 2019
- Huawei โต 106%, Oppo โต 36%, Vivo โต 31% และ Samsung โต 5%
- ปี 2017 ช่วงนี้ลงทุนมา 2-3 ปี แต่ปีนี้จะได้ yield เต็มๆ
- จะมีผู้บริหารมือ 1 มาดูแล Jventures (บริษัทด้าน Fintech Startup)
- ในส่วนของพม่าตอนนี้ยังเจอปัญหาอยู่ แต่ก็ต้อง invent เพื่อรอการปรับเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับ Retail
- ปี 2016 เจมาร์ทกรุ๊ปรายได้ 11,205 ล้านบาท (เป็นปีแรกที่รายได้เกิน 1 หมื่นล้านบาท) และกำไร 438 ล้านบาท เติบโต 36% yoy ,ปี 2017 ตั้งเป้าโต 30%
- เงินลงทุนในกลุ่มเจมาร์ทปี 2015 = 2,430 ลบ., ปี 2016 = 5,140 ลบ., ปี 2017 = 7,655 ลบ.
- J Fintech ปล่อย Loan ไป 2,365 ล้านบาทในปี 2016 เริ่มมีการรับรู้รายได้จากดอกเบี้ย 30 กว่าล้านต่อเดือน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- ได้คุณทาโร่ดูแล J Ventures ในส่วนนี้จะมี Application ให้ปล่อยกู้ได้บน Mobile ในปีนี้
- ทิศทาง J Ventures ปี 2017 ก้าวแรก J Fintech Loan, ปี 2018 ก้าวสอง J Wallet , ปี 2019 ก้าวสาม J Currency
- ฐานข้อมูลลูกค้า J Fintech 100,000 ราย, Singer 800,000 ราย, JMART 1,000,000 ราย และ JMT 3,000,000 ราย
- คาดหวังว่า J Fintech จะมีกำไรในปี 2017 (ปี 2016 ขาดทุนทำให้เจมาร์ทต้องตั้งสำรองหนี้สูญ 150 ล้านบาท)
JAS Asset
- JAS Asset ในส่วนของ IT junction ทำแบรนด์ดิ้งมากขึ้นและมีการตลาดแจกมอเตอร์ไซต์ทุกเดือน ปีนี้กลางปีมีแจกรถยนต์ทำให้ลูกตู้ทำมาค้าขายได้มากขึ้น BigC คู้ค้าก็แฮปปี้มากขึ้น
- IT junction มี 52 สาขา เป้าคือเพิ่มปีละ 8 สาขา มีพื้นที่เช่า 11,738 ตรม. ค่าเช่าลดลงเหลือ 2,370 บาท/ตรม. (จากปีก่อน 3,181 บาท/ตรม.) มีร้านตู้ 1,581 ร้าน
- JAS Urban OCC 100%, Wanghin OCC 95%, Ramintra OCC 95%
- Ramintra ปีนี้จะ Renovate เอา Urban Foodville และส่วนสนุก Totem มาใส่ (ก็เป็นแบรนด์ของ J หมดนั่นละ)
- รายได้ 562 ล้านบาท เติบโต 4.3% ปีนี้จะรับรู้รายได้ JAS Urban เต็มปี
- D/E 1.7 เท่า
- NEWERA คือแบรนด์คอนโดใหม่ ซื้อที่ดินไว้แล้ว กลางปีจะเปิดคอนโดแรก ที่เอกมัย-รามอินทรา
JMT
คุณปิยะขอบคุณนักลงทุนที่ให้คำแนะนำ ทำให้ตัวผมเองนำไปปรับจนมีตัวเลขที่เติบโตขึ้น (เป็นการเปิดคำพูดได้น่านับถือมากครับ)
- Position ตอนนี้ก็ยังเป็นผู้เดียวที่ซื้อหนี้มาบริหาร และมา Port Size ที่ใหญ่ที่สุด
- ปัจจุบัน Port Size ขนาด 100,000 ล้านบาท และปีนี้จะซื้อเพิ่มอีก 30,000 ล้านบาท และจากนี้ไปอีก 3 ปีจะโตเท่าตัว
- ปีที่ผ่านมา 2016 เป็นปีที่ดีที่สุดของ JMT
- ลูกค้าตอนนี้เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นขายหนี้แทนมาจ้างเราติดตามหนี้ และลูกค้ารายหนึ่งก็คือ Singer ที่เราเข้าไปติดตามหนี้
- สัดส่วนของหนี้ Personal load เติบโตขึ้นชัดเจน รองมารถยนตร์ตัวเลขทรงๆ และรถมอไซต์ลดลงเล็กน้อยเพราะ yield น้อยกว่า 2 แบบแรก
- ปี 2016 สัดส่วนซื้อหนี้ JAM 10,304 ล้านบาทเป็นหนี้ที่มี legal (เช่น สินเชื่อบ้าน) และ JMT 9,296 ล้านบาท เป็นหนี้ non legal
- สัดส่วนประเภทหนี้แยกเป็น Personal loan ซื้อหนี้มา 14,708 ล้านบาท และ Hire Purchase (คือหนี้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ PL) ซื้อหนี้มา 4,892 ล้านบาท
- การลงทุนในช่วงแรกปี 2006-2010 เราเก็บหนี้ได้เฉลี่ย 300% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ปี 2011-2016 ช่วงนี้เริ่มซื้อพอร์ตรถยนต์เข้ามา ,,โดยรวมแล้วเก็บหนี้ได้เฉลี่ย 82% จากเงินลงทุน 5,360 ล้านบาท
- พอร์ตกองหนี้ตอนนี้รวม 100 กองพอดี เหลือที่ยังรับรู้รายได้อยู่ 64 กอง
- หนี้ 100 กองมีมูลค่า 108,283 ล้านบาท เหลือมูลค่าที่ยังรับรู้ได้รายอยู่ 94,719 ล้านบาท
- รายได้รวมโต 47.9% ถ้าไม่รวม J Fintech ก็จะเติบโตประมาณ 20% ปลายๆ
- โครงสร้างรายได้ Debt Acquisition (ซื้อหนี้) 69%, Loan 18%, Debt collection (จ้างตามหนี้) 13%
- GP ในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 63% และอาจไปถึง 68% ในปีนี้
- SG&A (ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร) ถ้าไม่มี J Fintech ของ JMT จะอยู่ที่ประมาณไตรมาสละ 55-60 ล้านบาท
- ภาพกำไร Net Profit ที่ไม่มี J Fintech ตั้งแต่ Q1-Q4 ภาพจะไต่มาแบบนี้คือ 50, 60, 70, 80 ล้านบาท
- D/E 0.96 เท่า
- โอกาสทางธุรกิจสนในที่กัมพูชา เพราะมี NPL สูง ที่นี่ลิสซิ่งจะเติบโตไวกว่า PL แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่มีคือ know how ในการตามหนี้มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป
- ทุนจดทะเบียนที่ประเทศกัมพูชา 30 ล้านบาท เราไปเป็นเจ้าแรก พันธมิตรการค้าที่เราคุยคือ GL กับ Aeon
- เป้าหมายต่อไปมี 2 ที่คือที่ลาวกับเวียดนาม
- อีกธุรกิจที่จะทำให้เราเติบโตได้คือ JAY Insurance Broker ที่มีรายได้อยู่ 6 ล้าน แต่ปีนี้จะมีรายได้ 40 ล้าน ซึ่งกลยุทธ์คือจะไป M&A และมีเป้าหมายคือ InsureTech
____________________________________________________________________
Q&A
JMART Group
JMT
J
Q&A
JMART Group
- D/E ตอนนี้ 2.22 เท่า ถ้าเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 2 เท่า
- ตอนนี้เรามีการจัดสรรในส่วนของ Warrant (อายุ 2 ปี ราคาใช้สิทธิ 15 บาท) ถ้านักลงทุนใช้สิทธิทั้งหมดเราก็จะได้เงินมาประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท
- คนที่ได้ Stock dividend จะได้ Warrant ด้วย
- J Wallet ได้รายได้จาก 1. Fee 2.ท่อเข้าได้ดอกเบี้ย 3.ท่อออกได้มาร์จิ้นจากการขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม
- Jmart Mobile ยังเติบโตอยู่และ Singer จะเป็นผู้เล่นที่ขายมือถือได้มากที่สุด จากประสบการณ์ของคุณอดิศักดิ์ (ไม่นับ operator) เพราะ Singer ขายทั้งเงินสดและเงินผ่อน
- การขายมือถือของ Singer เป็นลักษณะฝากขาย โดยที่ Jmart Mobile ส่งของไปให้ถึงเทอมก็จ่ายเงินให้ในส่วนที่ขายได้ ส่วนที่เหลือก็ส่งคืนกลับมา แล้วเอาล็อตใหม่ไป ซึ่งมาร์จิ้นที่ทาง Jmart Mobile จะได้รับอยู่ที่ประมาณ 3-7%
- J Fintech ปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 3,500 ล้านบาท ดอกเบี้ย 24%
- ธุรกิจกล้องถ่ายรูปมุ่งมั่นจะเป็นเบอร์ 1 ใน 3 ปี
- ปี 2559 ในส่วนของกล้องมียอดขาย 120 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้า 800 ล้านบาท เปิดสาขากล้อง 10 สาขา
- มีการทำดีลกับแบรนด์จีนน้องใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่ายที่ Jmart ที่เดียว
JMT
- Cash Collection Target ปี 2017 อยู่ที่ 1,250 ล้านบาท base on กองหนี้เดิมและใหม่ที่จะซื้อในปีนี้ด้วย โดยกองหนี้ใหม่ใน Q1 จะเข้ามา 7,000 ล้านบาท , Q2 อีก 7,000 ล้านบาท , Q3 10,000 ล้านบาท และที่เหลือจะเข้า Q4 (เป้าทั้งปีซื้อหนี้ 30,000++ ล้านบาท)
- ตอนนี้มีคนอยู่ 1,600 คน จะขยายไป 1,800 คน สำหรับคนตามเก็บหนี้ แต่เราจะมีเครื่องมือสำหรับช่วยด้วย
- 95% ของลูกค้าเราได้เป็นเงินเดือน และที่เราสำรวจลูกค้ามารายได้ไม่เพิ่ม แต่ผอกพูนหนี้เยอะขึ้น เราจึงต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินด้วย ซึ่งส่วนนี้ยังต้องใช้คนอยู่
- J Fintech ปล่อยกู้ถ้าตามเก็บหนี้ไม่ได้ เป็นหนี้เสียก็ขายให้ JMT ราคาซื้อหนี้ตามพื้นฐานสถาบันการเงินทั่วไป
- พระเอกของปีนี้คือ PL 60% และตัวรองลงมาคือหนี้รถยนต์ 40% ส่วนหนี้มอเตอร์ไซค์มีแต่น้อยมากเพราะ yield น้อย
- มี M&A ธุรกิจ Call Center กับประกัน อยู่ในขั้นตอน FA ทำ Deal ส่วนจะเมื่อไหร่จะประกาศทาง SET ให้ทราบอีกที
J
- งบลงทุนปีนี้ใช้ 1,400-1,500 ล้านบาท หลักๆ มาจาก Urban สาขาใหม่ และคอนโด
- คอนโดแห่งแรกเป็นคอนโด Low rise มี 185 ห้อง ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 500 ล้านบาท ส่งมอบประมาณต้นปี 2018
Singer
- ผลิตภัณฑ์ Car for Cash เป็นของ Singer ไม่ใช่ของ J Fintech
- Singer ปล่อยสินเชื่อมอเตอร์ไซค์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือปล่อยให้ dealer ในส่วนนี้จะได้รายได้จากดอกเบี้ย และอีกส่วนคือขายเองได้ในส่วนของมาร์จิ้นและดอกเบี้ย มีแผนไปคุยกับยี่ห้อมอเตอร์ไซค์แล้ว
- จำนำรถเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ ปรับจาก 700 เป็น 1,500 ล้านบาท
- ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ในการขายสินค้าที่ 3,500 ล้านบาท (ไม่รวมรถเติมเงินเพราะเป็น service)
- ปีนี้จะมี 200 สาขา 600 หัวหน้าหน่วย 20,000 คนขาย (เดิม 177 สาขา 350 หัวหน้าหน่วย) ทั้งหมดนี้จะถูกจัการด้วยแอพพลิเคชั่น Singer Direct
- เป้าหมายยอดขายต่อ 1 คนขาย 100,000 บาทต่อเดือน ถ้าไม่มียอดขายติดต่อกัน 3 เดือนจะถูก screen ออก
7/21/2556
สรุป JMART & JMT Company Visit วันที่ 12/07/13
JMART
ขอขอบคุณ คุณAmnaj,คุณหนุน, คุณPitchaya,และคุณจุ๋ย (ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Company Visit)
เรียบเรียงโดย The Youngblood Way
- ทาง ผบห. เพิ่งกลับจากการ Road show ที่ฮ่องกง และ เพิ่งมี Company visit จาก นักลงทุนชาวญี่ปุ่น
- ตอนนี้ Jaymart Shop มี 134 สาขา, Samsung Shop มี 8 สาขา, Franchise 4 สาขา, Consignment 80 สาขา (ที่ Big C, The Mall)
- ปัจจุบันมี 240 สาขา ปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 280สาขา ปีหน้า 300
- ร้าน Smartphone & Tablet ลงทุน 4-6 ล้านบาทต่อสาขา
- ร้านธรรมดา ลงทุน 1-3 ล้านบาทต่อสาขา ระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 2 ปี
- ร้านแฟรนไชส์ลงทุนเองทั้งหมด ค่าธรรมเนียม 3 แสนบาท stock ซื้อขาด
- ยอดขายต่อเดือน 700-800 ล้านบาท จากเมื่อก่อน 400-500 ล้านบาท (ปี 2012 650 ล้านบาท)
- ปีนี้ยอดขายน่าจะแตะ 10,000 ล้านบาท ได้เป็นปีแรก
- Market size
- ปี 2011 ประมาณ 50,000 ล้านบาท
- ปี 2012 ประมาณ 60,000 ล้านบาท
- คาดปี 2013 ประมาณ 72,000 ล้านบาท
- JMART ตั้งเป้าไว้ที่ 10,000 ล้านบาท หรือ 14%(sale value) ถ้าดูเป็น Sale Quantity ตั้งเป้าไว้ที่ 8%
- สัดส่วนรายได้ใน Q1/13 Feature phone ลดลงเหลือ 10% ,Smart phone 64% และ Tablet 26%
- ราคาขายเฉลี่ยต่อเครื่อง 6,250 บาท ราคาเฉลี่ยของตลาด 4,100 บาท
- Accessory margin ดีมากประมาณ 30% และ growth rate สูง บริหาร stock ได้ง่าย บางอย่างไม่ Stock หากขายไม่หมด คืนสินค้าได้ถ้าเหลือคืนได้ JMART มีอำนาจต่อรอง supplier สูง Q1/2013 รายได้ 62 ล้านบาท
- ปัจจุบันมี 80 ล้านเลขหมาย ใช้ 3G แค่ 20% อีก80% ที่เหลือคาดว่าจะเปลี่ยนเป็น 3G ภายใน 3 ปี
- ร้านค้า IT, ร้านกล้อง และ Shop อื่นๆ มาเสนอขายพื้นที่ให้กับ JMART เนื่องจากธุรกิจหลักของตัวเองกำลังหดตัวบางรายก็กำลังอยู่ไม่ได้
- Samsung เสนอให้ JMART นำสินค้าประเภทอื่นๆ ของตัวเองมาขายเพิ่ม นอกเหนือไปจากมือถือ และแท็บเล็ต
- iDevice มี margin ต่ำ แต่ขายเพื่อภาพลักษณ์ และให้ร้านมีสินค้าครบครัน
- Samsung Shop นั้น Contribute รายได้ให้กับ JMART ดีมาก
- Franchise ของ JMART กลับมา Rerun อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้าในระยะเริ่มต้นยังไม่คาดหวังกำไรจากส่วนนี้ เป้าหมายตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้ร้านค้า franchise เหล่านี้อยู่ได้
- การจัดงาน Jaymart Mobile Show สำหรับสาขา Central ลาดพร้าวได้ผลตอบรับ และยอดขายน่าผิดหวัง ไม่ได้ดีมากมายเหมือนเมื่อก่อน กลับกันการจัดงานประเภทเดียวกันโดยใช้สถานที่จัดนอกเมืองได้ผลตอบ รับ และยอดขายที่ดีกว่ามาก เช่น การจัดงานที่ซีคอนสแควร์, ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, Fashion Island, Future Park และหัวเมืองต่างจังหวัด
- ผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการบริโภคภายในประเทศ ยังไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของ JMART มากนักในบางพื้นที่รายได้อาจจะลดลงแต่หลายๆ จังหวัดยังขายได้ดีอยู่ และ JMART มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ
- Jaymart พม่าเปิดสาขาแล้ว 3 แห่ง คาดจะเปิด 20 สาขาในปีนี้ และที่พม่า penetration rate 5% ของประชากร
- แบรนด์อันดับ 1 ที่พม่าตอนนี้ คือ Huawei เนื่องจากคนพม่ามองว่าเป็นสินค้าที่ดี ตอบโจทย์การใช้งาน ทนทาน ราคาเหมาะสม
- พัฒนาด้านการบริการให้มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งชื่อว่า JQS (Jaymart Quality Service) ซึ่งนำวิธีการที่ใช้ในญี่ปุ่นมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับในประเทศไทย (focus ที่ Customer needs, Standardization, Training, Quality control, system audit, customer satisfaction)
- JAS Asset มีแผนจะเข้าตลาด MAI ในปี 2014 ปัจจุบันบริษัทมีการเติบโตที่ดีมาก
- Margin
- Mobile 13%
- JMT 51%
- JAS 21%
- JIB (บริษัทลูก JMT Insurance Broker) จะเริ่ม Run ในไตรมาส 3-4 ปีนี้
- หนี้ก้อนแรกที่ซื้อเข้ามาในปี 2006 ปัจจุบันยังทำยอดเก็บได้เดือนละล้านกว่าบาท
- ได้ license ใหม่ 2 ตัวคือ Debt acquisition และ Insurance broker
- รวมยอดหนี้ที่ซื้อมาทั้งหมด 23,000 ล้านบาท โดยใช้เงินลงทุน 1,193 ล้านบาท
- AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) กำลังเดินหน้า ซึ่งบริษัทประเภทนี้สามารถสวมสิทธิหนี้คดีความได้ ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านการดำเนินคดี
- Project เช่าซื้อรถยนต์ จะชะลอไปก่อน โดยจะไปเน้นที่การซื้อหนี้มาบริหารแทน
- ปีนี้มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาด
- ต้นทุนในการซื้อหนี้สูงขึ้นจากราคาที่ถูกปั่นขึ้นไป เนื่องจากผู้ขายเห็นว่า JMT มี margin สูงมากๆ (ปัจจุบัน 51%) และบางกรณีผู้ขายทำการแบ่งหนี้เป็นก้อนเล็กๆ เพื่อให้บริษัทเล็กๆ สามารถเข้าประมูลได้ เพราะหนี้ก้อนใหญ่ๆ มีแค่ JMT ที่มีศักยภาพพอที่จะประมูลได้
- หนี้แต่ละก้อน จะมีการคำนวณ IRR ไม่เท่ากัน
- การรับรู้รายได้จะทำการบันทึกโดยให้ตัดเงินลงทุนภายใน 5 ปี แต่หลายๆ กรณีตัดหมดที่เวลา 3 ปี (มีบ้างที่เกิน 5 ปี แต่เกิดขึ้นน้อยมาก)
- วิธีการนี้ ทำให้กระแสเงินสดของบริษัทดีมาก (จนเกินไป) เนื่องจาก กลต. บังคับให้ทำการคำนวณแบบนี้ คือให้ Conservative แบบสุดๆ ทำให้ถึงแม้ว่าจะเก็บหนี้ได้เยอะ แต่รายได้ปีแรกๆอาจจะไม่เยอะเพราะไปหักลบในส่วนของเงินลงทุนออกไปก่อนเยอะมากพอตัดเงินลงทุนหมด ถึงจะรับรู้รายได้ 100%
ขอขอบคุณ คุณAmnaj,คุณหนุน, คุณPitchaya,และคุณจุ๋ย (ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Company Visit)
เรียบเรียงโดย The Youngblood Way
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
