หน้าแรก

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ JMART แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ JMART แสดงบทความทั้งหมด

9/03/2560

บันทึก JMART-W1

กราฟแสดงราคา JMART-W1

  • JMART-W1 เทรดวันแรก 29/02/2012
  • เทรดวันสุดท้าย 29/11/2013 (ขึ้นเครื่องหมาย SP 2-27 ธ.ค. และ delist 28 ธ.ค. 2556)
  • อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วย : 1 หุ้น
  • ราคาในการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญ  3 บาท/หุ้น
  • จำนวน 59,999,990 หน่วย 
  • จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิม ต่อ 1 หน่วย และนักลงทุนที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน 5 หุ้นต่อ 1 หน่วย

2/27/2560

JMART : Opp day Feb 27, 2017

คุณอดิศักดิ์เปิดด้วยการพูดถึงการปรับโครงสร้างใหม่ของ JMART และการขยายจะไม่หยุดแค่นี้

JMART Group
  • ปี 2016 เจมาร์ททำผลงานได้ดีที่สุดทั้งรายได้ และกำไร
  • ปี 2016 เจอมาร์ทขายมือถือไป 1,200,000 เครื่อง ยอดขาย Samsung, Huawei, Oppo และ Vivo เราขายได้เป็นที่ 1 ตัวเลขนี้มาจาก Supplier (แบรนด์จีนให้มาร์จิ้นสูงสุด สูงกว่า Samsung และ Apple)
  • ปี 2016 เราขาย Apple ได้โตขึ้น 38% เราต้องการเป็นที่ 1 ในส่วนของ Apple ด้วย ภายในปี 2019 
  • Huawei โต 106%, Oppo โต 36%, Vivo โต 31% และ Samsung โต 5%
  • ปี 2017 ช่วงนี้ลงทุนมา 2-3 ปี แต่ปีนี้จะได้ yield เต็มๆ
  • จะมีผู้บริหารมือ 1 มาดูแล Jventures (บริษัทด้าน Fintech Startup)
  • ในส่วนของพม่าตอนนี้ยังเจอปัญหาอยู่ แต่ก็ต้อง invent เพื่อรอการปรับเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับ Retail
  • ปี 2016 เจมาร์ทกรุ๊ปรายได้ 11,205 ล้านบาท (เป็นปีแรกที่รายได้เกิน 1 หมื่นล้านบาท) และกำไร 438 ล้านบาท เติบโต 36% yoy ,ปี 2017 ตั้งเป้าโต 30%
  • เงินลงทุนในกลุ่มเจมาร์ทปี 2015 = 2,430 ลบ., ปี 2016 = 5,140 ลบ., ปี 2017 = 7,655 ลบ.
  • J Fintech ปล่อย Loan ไป 2,365 ล้านบาทในปี 2016 เริ่มมีการรับรู้รายได้จากดอกเบี้ย 30 กว่าล้านต่อเดือน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
  • ได้คุณทาโร่ดูแล J Ventures ในส่วนนี้จะมี Application ให้ปล่อยกู้ได้บน Mobile ในปีนี้
  • ทิศทาง J Ventures ปี 2017 ก้าวแรก J Fintech Loan, ปี 2018 ก้าวสอง J Wallet , ปี 2019 ก้าวสาม J Currency
  • ฐานข้อมูลลูกค้า J Fintech 100,000 ราย, Singer 800,000 ราย, JMART 1,000,000 ราย และ JMT 3,000,000 ราย
  • คาดหวังว่า J Fintech จะมีกำไรในปี 2017 (ปี 2016 ขาดทุนทำให้เจมาร์ทต้องตั้งสำรองหนี้สูญ 150 ล้านบาท)
JAS Asset
  • JAS Asset ในส่วนของ IT junction ทำแบรนด์ดิ้งมากขึ้นและมีการตลาดแจกมอเตอร์ไซต์ทุกเดือน ปีนี้กลางปีมีแจกรถยนต์ทำให้ลูกตู้ทำมาค้าขายได้มากขึ้น BigC คู้ค้าก็แฮปปี้มากขึ้น
  • IT junction มี 52 สาขา เป้าคือเพิ่มปีละ 8 สาขา มีพื้นที่เช่า 11,738 ตรม. ค่าเช่าลดลงเหลือ 2,370 บาท/ตรม. (จากปีก่อน 3,181 บาท/ตรม.) มีร้านตู้ 1,581 ร้าน 
  • JAS Urban OCC 100%, Wanghin OCC 95%, Ramintra OCC 95%
  • Ramintra ปีนี้จะ Renovate เอา Urban Foodville และส่วนสนุก Totem มาใส่ (ก็เป็นแบรนด์ของ J หมดนั่นละ)
  • รายได้ 562 ล้านบาท เติบโต 4.3% ปีนี้จะรับรู้รายได้ JAS Urban เต็มปี
  • D/E 1.7 เท่า
  • NEWERA คือแบรนด์คอนโดใหม่ ซื้อที่ดินไว้แล้ว กลางปีจะเปิดคอนโดแรก ที่เอกมัย-รามอินทรา

JMT

คุณปิยะขอบคุณนักลงทุนที่ให้คำแนะนำ ทำให้ตัวผมเองนำไปปรับจนมีตัวเลขที่เติบโตขึ้น (เป็นการเปิดคำพูดได้น่านับถือมากครับ)

  • Position ตอนนี้ก็ยังเป็นผู้เดียวที่ซื้อหนี้มาบริหาร และมา Port Size ที่ใหญ่ที่สุด
  • ปัจจุบัน Port Size ขนาด 100,000 ล้านบาท และปีนี้จะซื้อเพิ่มอีก 30,000 ล้านบาท และจากนี้ไปอีก 3 ปีจะโตเท่าตัว
  • ปีที่ผ่านมา 2016 เป็นปีที่ดีที่สุดของ JMT
  • ลูกค้าตอนนี้เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นขายหนี้แทนมาจ้างเราติดตามหนี้ และลูกค้ารายหนึ่งก็คือ Singer ที่เราเข้าไปติดตามหนี้
  • สัดส่วนของหนี้ Personal load เติบโตขึ้นชัดเจน รองมารถยนตร์ตัวเลขทรงๆ และรถมอไซต์ลดลงเล็กน้อยเพราะ yield น้อยกว่า 2 แบบแรก
  • ปี 2016 สัดส่วนซื้อหนี้ JAM 10,304 ล้านบาทเป็นหนี้ที่มี legal (เช่น สินเชื่อบ้าน) และ JMT 9,296 ล้านบาท เป็นหนี้ non legal
  • สัดส่วนประเภทหนี้แยกเป็น Personal loan ซื้อหนี้มา 14,708 ล้านบาท และ Hire Purchase (คือหนี้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ PL) ซื้อหนี้มา 4,892 ล้านบาท 
  • การลงทุนในช่วงแรกปี 2006-2010 เราเก็บหนี้ได้เฉลี่ย 300% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ปี 2011-2016 ช่วงนี้เริ่มซื้อพอร์ตรถยนต์เข้ามา ,,โดยรวมแล้วเก็บหนี้ได้เฉลี่ย 82% จากเงินลงทุน 5,360 ล้านบาท
  • พอร์ตกองหนี้ตอนนี้รวม 100 กองพอดี เหลือที่ยังรับรู้รายได้อยู่ 64 กอง
  • หนี้ 100 กองมีมูลค่า 108,283 ล้านบาท เหลือมูลค่าที่ยังรับรู้ได้รายอยู่ 94,719 ล้านบาท
  • รายได้รวมโต 47.9% ถ้าไม่รวม J Fintech ก็จะเติบโตประมาณ 20% ปลายๆ
  • โครงสร้างรายได้ Debt Acquisition (ซื้อหนี้) 69%, Loan 18%, Debt collection (จ้างตามหนี้) 13%
  • GP ในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 63% และอาจไปถึง 68% ในปีนี้ 
  • SG&A (ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร) ถ้าไม่มี J Fintech ของ JMT จะอยู่ที่ประมาณไตรมาสละ 55-60 ล้านบาท
  • ภาพกำไร Net Profit ที่ไม่มี J Fintech ตั้งแต่ Q1-Q4 ภาพจะไต่มาแบบนี้คือ 50, 60, 70, 80 ล้านบาท
  • D/E 0.96 เท่า
  • โอกาสทางธุรกิจสนในที่กัมพูชา เพราะมี NPL สูง ที่นี่ลิสซิ่งจะเติบโตไวกว่า PL แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่มีคือ know how ในการตามหนี้มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป 
  • ทุนจดทะเบียนที่ประเทศกัมพูชา 30 ล้านบาท เราไปเป็นเจ้าแรก พันธมิตรการค้าที่เราคุยคือ GL กับ Aeon
  • เป้าหมายต่อไปมี 2 ที่คือที่ลาวกับเวียดนาม 
  • อีกธุรกิจที่จะทำให้เราเติบโตได้คือ JAY Insurance Broker ที่มีรายได้อยู่ 6 ล้าน แต่ปีนี้จะมีรายได้ 40 ล้าน ซึ่งกลยุทธ์คือจะไป M&A และมีเป้าหมายคือ InsureTech
   ____________________________________________________________________
Q&A 

JMART Group
  • D/E ตอนนี้ 2.22 เท่า ถ้าเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 2 เท่า
  • ตอนนี้เรามีการจัดสรรในส่วนของ Warrant (อายุ 2 ปี ราคาใช้สิทธิ 15 บาท) ถ้านักลงทุนใช้สิทธิทั้งหมดเราก็จะได้เงินมาประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท
  • คนที่ได้ Stock dividend จะได้ Warrant ด้วย
  • J Wallet ได้รายได้จาก 1. Fee 2.ท่อเข้าได้ดอกเบี้ย 3.ท่อออกได้มาร์จิ้นจากการขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม
  • Jmart Mobile ยังเติบโตอยู่และ Singer จะเป็นผู้เล่นที่ขายมือถือได้มากที่สุด จากประสบการณ์ของคุณอดิศักดิ์ (ไม่นับ operator) เพราะ Singer ขายทั้งเงินสดและเงินผ่อน
  • การขายมือถือของ Singer เป็นลักษณะฝากขาย โดยที่ Jmart Mobile ส่งของไปให้ถึงเทอมก็จ่ายเงินให้ในส่วนที่ขายได้ ส่วนที่เหลือก็ส่งคืนกลับมา แล้วเอาล็อตใหม่ไป ซึ่งมาร์จิ้นที่ทาง Jmart Mobile จะได้รับอยู่ที่ประมาณ 3-7%
  • J Fintech ปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 3,500 ล้านบาท ดอกเบี้ย 24% 
  • ธุรกิจกล้องถ่ายรูปมุ่งมั่นจะเป็นเบอร์ 1 ใน 3 ปี 
  • ปี 2559 ในส่วนของกล้องมียอดขาย 120 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้า 800 ล้านบาท เปิดสาขากล้อง 10 สาขา
  • มีการทำดีลกับแบรนด์จีนน้องใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่ายที่ Jmart ที่เดียว

JMT
  • Cash Collection Target ปี 2017 อยู่ที่ 1,250 ล้านบาท base on กองหนี้เดิมและใหม่ที่จะซื้อในปีนี้ด้วย โดยกองหนี้ใหม่ใน Q1 จะเข้ามา 7,000 ล้านบาท , Q2 อีก 7,000 ล้านบาท , Q3 10,000 ล้านบาท และที่เหลือจะเข้า Q4 (เป้าทั้งปีซื้อหนี้ 30,000++ ล้านบาท)
  • ตอนนี้มีคนอยู่ 1,600 คน จะขยายไป 1,800 คน สำหรับคนตามเก็บหนี้ แต่เราจะมีเครื่องมือสำหรับช่วยด้วย
  • 95% ของลูกค้าเราได้เป็นเงินเดือน และที่เราสำรวจลูกค้ามารายได้ไม่เพิ่ม แต่ผอกพูนหนี้เยอะขึ้น เราจึงต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินด้วย ซึ่งส่วนนี้ยังต้องใช้คนอยู่
  • J Fintech ปล่อยกู้ถ้าตามเก็บหนี้ไม่ได้ เป็นหนี้เสียก็ขายให้ JMT ราคาซื้อหนี้ตามพื้นฐานสถาบันการเงินทั่วไป
  • พระเอกของปีนี้คือ PL 60% และตัวรองลงมาคือหนี้รถยนต์ 40% ส่วนหนี้มอเตอร์ไซค์มีแต่น้อยมากเพราะ yield น้อย
  • มี M&A ธุรกิจ Call Center กับประกัน อยู่ในขั้นตอน FA ทำ Deal ส่วนจะเมื่อไหร่จะประกาศทาง SET ให้ทราบอีกที

J 
  • งบลงทุนปีนี้ใช้ 1,400-1,500 ล้านบาท หลักๆ มาจาก Urban สาขาใหม่ และคอนโด
  • คอนโดแห่งแรกเป็นคอนโด Low rise มี 185 ห้อง ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 500 ล้านบาท ส่งมอบประมาณต้นปี 2018
Singer
  • ผลิตภัณฑ์ Car for Cash เป็นของ Singer ไม่ใช่ของ J Fintech
  • Singer ปล่อยสินเชื่อมอเตอร์ไซค์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือปล่อยให้ dealer ในส่วนนี้จะได้รายได้จากดอกเบี้ย และอีกส่วนคือขายเองได้ในส่วนของมาร์จิ้นและดอกเบี้ย มีแผนไปคุยกับยี่ห้อมอเตอร์ไซค์แล้ว
  • จำนำรถเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ ปรับจาก 700 เป็น 1,500 ล้านบาท 
  • ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ในการขายสินค้าที่ 3,500 ล้านบาท (ไม่รวมรถเติมเงินเพราะเป็น service)
  • ปีนี้จะมี 200 สาขา 600 หัวหน้าหน่วย 20,000 คนขาย (เดิม 177 สาขา 350 หัวหน้าหน่วย) ทั้งหมดนี้จะถูกจัการด้วยแอพพลิเคชั่น Singer Direct 
  • เป้าหมายยอดขายต่อ 1 คนขาย 100,000 บาทต่อเดือน ถ้าไม่มียอดขายติดต่อกัน 3 เดือนจะถูก screen ออก

3/14/2558

JMART - การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ 10/3/2558


ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ขายออก 2 ราย
1. น.ส. อัมพร เรืองประเสริฐกุล
2. นาย อรุณ ไชยศิรินนท์

ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ 5 ราย
1. นาง โสภิศ แก้วสว่าง (เสี่ยป๋อง)
2. นาย วรวิทย์ แก้วสว่าง (เสี่ยป๋อง)
3. นาง วรพรรณ จึงทรัพย์ไพศาล (ภรรยาเสี่ยจึง)
4. นาย สุคนธ์ กาญจนหัตถกิจ (กรรมการบริษัท CIMBT และ SAWAD)
5. นาย สมยศ อนันตประยูร (CEO บริษัท WHA)

2/02/2558

สรุปดีล Jaymart และ Photo Hut - ดีลล้ม



  • 29 มกรา 58 - สำนักข่าว IRplus รายงานว่า JMART เจรราดีล M&A มูลค่า 600-700 ล้านบาท ถับถอยหลังข้อสรุป 45 วัน
  • 30 มกรา 58 - ช่วงบ่ายมี Big Lot จำนวน 60 ล้านหุ้น (ที่ราคา 11 บาท) คิดเป็นมูลค่า 660 ล้านบาท ตามมูลค่าที่ระบุในข่าว (ข้อมูลจาก SET)
  • 31 มกรา 58 - หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า JMART ปิดดีลและถือหุ้น Photo Hut เป็นจำนวน 70% 
  • 1 เมษา 58 - ดีลล้มแจ้งยกเลิกซื้อหุ่นเพิ่มทุน (ลิงก์)

ข้อมูลของ Photo Hut 
  • ตลาดกล้องในไทยปี 2555 มีมูลค่าประมาณ 7,500 ล้านบาท ในปีนี้ Photo Hut ทำยอดขายได้ 2,000 ล้านบาท
  • แต่เนื่องจากปัจจุบันตลาดกล้องถูกตลาดสมาร์ทโฟนกินตลาดทำให้ตอนนี้มีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท และกิจการ Photo Hut มียอดขายเหลือ 1,200 ล้านบาทในปี 2556 
  • Photo เคยมีข่าวว่าต้องการเข้าตลาดเพื่อระดมทุนไปลงทุนในลาว และพม่า 
  • จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดช่วงปลายปี 2557 คุณสมชาย ครองสมบูรณ์ (CEO ของ Photo Hut) ต้องการจะเข้าตลาดภายใน 2 ปี แต่ปีนี้ 2558 กับถูก JMART ซื้อไปก่อน 
  • เป็นไปได้ว่า JMART จะพา Photo Hut ลุย AEC (ก่อนหน้านี้ JMART ไปพม่าแล้ว) และก็ผลัก Photo Hut ระดมทุนอีกบริษัทเข้าตลาด

9/07/2556

JMART - การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ 3/9/2556


ราคา JMART ลงจาก 30 บาทมาจุดต่ำสุดที่ 13.90 บาท ถ้าธุรกิจของบริษัทยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การที่ราคาลงมากว่า 50% ก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้นใหญ่

ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ขายออก 5 ราย
1. นายอมรวัฒน์ ถิรกฤตพร 
2. นายสุวัฒน์ นิยมเสถียร
3. นายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล โดย บลจ.แอสเซทพลัส จำกัด
4. นายสิทธิชัย ไพโรจน์ถาวรวัฒนา
5. นางสาวอัญชิษฐา เตชะรักษ์พงษ์

ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ 3 ราย
1. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,458,700 หุ้น คิดเป็น 0.83% (ถือเป็นเรื่องที่ดี)
2. นายสมศักดิ์ ติรกานันท์
3. นางวิไล คุปต์นิรัติศัยกุล

8/24/2556

บันทึกกราฟ JMART จาก 30 บาทลงไปที่ 19 บาท คิดเป็น 36.7%

  • ราคาปิดวันที่ 23/8/2556 อยู่ที่ 19 บาท (ขึ้น XD พอดี ปันผล 0.31 บาท)
  • PE 19.72 (ถือว่าสูง แต่บริษัทจะเติบโตได้มากกว่า 20% ในอีก 3 ปีเป็นอย่างน้อย)
  • Mkt Cap. 7,931.63 ล้านบาท
  • Margin 3.60%

7/21/2556

สรุป JMART & JMT Company Visit วันที่ 12/07/13

JMART
  • ทาง ผบห. เพิ่งกลับจากการ Road show ที่ฮ่องกง และ เพิ่งมี Company visit จาก นักลงทุนชาวญี่ปุ่น
  • ตอนนี้ Jaymart Shop มี 134 สาขา, Samsung Shop มี 8 สาขา, Franchise 4 สาขา, Consignment 80 สาขา (ที่ Big C, The Mall)
  • ปัจจุบันมี 240 สาขา ปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 280สาขา ปีหน้า 300 
    • ร้าน Smartphone & Tablet ลงทุน 4-6 ล้านบาทต่อสาขา 
    • ร้านธรรมดา ลงทุน 1-3 ล้านบาทต่อสาขา ระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 2 ปี 
    • ร้านแฟรนไชส์ลงทุนเองทั้งหมด ค่าธรรมเนียม 3 แสนบาท stock ซื้อขาด
  • ยอดขายต่อเดือน 700-800 ล้านบาท จากเมื่อก่อน 400-500 ล้านบาท (ปี 2012 650 ล้านบาท)
  • ปีนี้ยอดขายน่าจะแตะ 10,000 ล้านบาท ได้เป็นปีแรก
  • Market size 
    • ปี 2011 ประมาณ 50,000 ล้านบาท 
    • ปี 2012 ประมาณ 60,000 ล้านบาท 
    • คาดปี 2013 ประมาณ 72,000 ล้านบาท
    • JMART ตั้งเป้าไว้ที่ 10,000 ล้านบาท หรือ 14%(sale value) ถ้าดูเป็น Sale Quantity ตั้งเป้าไว้ที่ 8%
  • สัดส่วนรายได้ใน Q1/13 Feature phone ลดลงเหลือ 10% ,Smart phone 64% และ Tablet 26%
  • ราคาขายเฉลี่ยต่อเครื่อง 6,250 บาท ราคาเฉลี่ยของตลาด 4,100 บาท
  • Accessory margin ดีมากประมาณ 30% และ growth rate สูง บริหาร stock ได้ง่าย บางอย่างไม่ Stock หากขายไม่หมด คืนสินค้าได้ถ้าเหลือคืนได้ JMART มีอำนาจต่อรอง supplier สูง Q1/2013 รายได้ 62 ล้านบาท
  • ปัจจุบันมี 80 ล้านเลขหมาย ใช้ 3G แค่ 20% อีก80% ที่เหลือคาดว่าจะเปลี่ยนเป็น 3G ภายใน 3 ปี
  • ร้านค้า IT, ร้านกล้อง และ Shop อื่นๆ มาเสนอขายพื้นที่ให้กับ JMART เนื่องจากธุรกิจหลักของตัวเองกำลังหดตัวบางรายก็กำลังอยู่ไม่ได้ 
  • Samsung เสนอให้ JMART นำสินค้าประเภทอื่นๆ ของตัวเองมาขายเพิ่ม นอกเหนือไปจากมือถือ และแท็บเล็ต
  • iDevice มี margin ต่ำ แต่ขายเพื่อภาพลักษณ์ และให้ร้านมีสินค้าครบครัน
  • Samsung Shop นั้น Contribute รายได้ให้กับ JMART ดีมาก
  • Franchise ของ JMART กลับมา Rerun อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้าในระยะเริ่มต้นยังไม่คาดหวังกำไรจากส่วนนี้ เป้าหมายตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้ร้านค้า franchise เหล่านี้อยู่ได้
  • การจัดงาน Jaymart Mobile Show สำหรับสาขา Central ลาดพร้าวได้ผลตอบรับ และยอดขายน่าผิดหวัง ไม่ได้ดีมากมายเหมือนเมื่อก่อน กลับกันการจัดงานประเภทเดียวกันโดยใช้สถานที่จัดนอกเมืองได้ผลตอบ รับ และยอดขายที่ดีกว่ามาก เช่น การจัดงานที่ซีคอนสแควร์, ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, Fashion Island, Future Park และหัวเมืองต่างจังหวัด
  • ผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการบริโภคภายในประเทศ ยังไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของ JMART มากนักในบางพื้นที่รายได้อาจจะลดลงแต่หลายๆ จังหวัดยังขายได้ดีอยู่ และ JMART มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ
  • Jaymart พม่าเปิดสาขาแล้ว 3 แห่ง คาดจะเปิด 20 สาขาในปีนี้ และที่พม่า penetration rate 5% ของประชากร
  • แบรนด์อันดับ 1 ที่พม่าตอนนี้ คือ Huawei เนื่องจากคนพม่ามองว่าเป็นสินค้าที่ดี ตอบโจทย์การใช้งาน ทนทาน ราคาเหมาะสม
  • พัฒนาด้านการบริการให้มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งชื่อว่า JQS (Jaymart Quality Service) ซึ่งนำวิธีการที่ใช้ในญี่ปุ่นมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับในประเทศไทย (focus ที่ Customer needs, Standardization, Training, Quality control, system audit, customer satisfaction)
  • JAS Asset มีแผนจะเข้าตลาด MAI ในปี 2014 ปัจจุบันบริษัทมีการเติบโตที่ดีมาก
  • Margin 
    • Mobile 13% 
    • JMT 51% 
    • JAS  21%
JMT
  • JIB (บริษัทลูก JMT Insurance Broker) จะเริ่ม Run ในไตรมาส 3-4 ปีนี้
  • หนี้ก้อนแรกที่ซื้อเข้ามาในปี 2006 ปัจจุบันยังทำยอดเก็บได้เดือนละล้านกว่าบาท
  • ได้ license ใหม่ 2 ตัวคือ Debt acquisition และ Insurance broker
  • รวมยอดหนี้ที่ซื้อมาทั้งหมด 23,000 ล้านบาท โดยใช้เงินลงทุน 1,193 ล้านบาท 
  • AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) กำลังเดินหน้า ซึ่งบริษัทประเภทนี้สามารถสวมสิทธิหนี้คดีความได้ ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านการดำเนินคดี
  • Project เช่าซื้อรถยนต์ จะชะลอไปก่อน โดยจะไปเน้นที่การซื้อหนี้มาบริหารแทน
  • ปีนี้มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาด 
  • ต้นทุนในการซื้อหนี้สูงขึ้นจากราคาที่ถูกปั่นขึ้นไป เนื่องจากผู้ขายเห็นว่า JMT มี margin สูงมากๆ (ปัจจุบัน 51%) และบางกรณีผู้ขายทำการแบ่งหนี้เป็นก้อนเล็กๆ เพื่อให้บริษัทเล็กๆ สามารถเข้าประมูลได้ เพราะหนี้ก้อนใหญ่ๆ มีแค่ JMT ที่มีศักยภาพพอที่จะประมูลได้
  • หนี้แต่ละก้อน จะมีการคำนวณ IRR ไม่เท่ากัน
  • การรับรู้รายได้จะทำการบันทึกโดยให้ตัดเงินลงทุนภายใน 5 ปี แต่หลายๆ กรณีตัดหมดที่เวลา 3 ปี (มีบ้างที่เกิน 5 ปี แต่เกิดขึ้นน้อยมาก)
  • วิธีการนี้ ทำให้กระแสเงินสดของบริษัทดีมาก (จนเกินไป) เนื่องจาก กลต. บังคับให้ทำการคำนวณแบบนี้ คือให้ Conservative แบบสุดๆ ทำให้ถึงแม้ว่าจะเก็บหนี้ได้เยอะ แต่รายได้ปีแรกๆอาจจะไม่เยอะเพราะไปหักลบในส่วนของเงินลงทุนออกไปก่อนเยอะมากพอตัดเงินลงทุนหมด ถึงจะรับรู้รายได้ 100%
**ใช้สูตรคำนวณ รายได้ = ยอดหนี้ที่เก็บได้ – (IRR*เงินลงทุนคงเหลือ)

ขอขอบคุณ คุณAmnaj,คุณหนุน, คุณPitchaya,และคุณจุ๋ย (ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Company Visit)
เรียบเรียงโดย The Youngblood Way


6/29/2556

"เทเลนอร์-กาตาร์เทเลคอม" ชนะประมูลบริการมือถือพม่า

เทเลนอร์ (ผู้ถือหุ้นใหญ่ DTAC ในบ้านเรา) และกาตาร์เทเลคอม (เครือข่ายของ จอร์จ โซรอส) ชนะประมูลบริการมือถือพม่าโดยใบอนุญาตจะมีอายุ 15 ปี ได้รับในเดือนกันยายน



กรุงเทพธุรกิจ (ลิงก์)

JMART : คุณอดิศักดิ์ให้สัมภาษณ์รายการ Hard Topic 28/06/2013


คุณอดิศักดิ์ให้สัมภาษณ์รายการ Hard Topic กับการลงทุนในต่างประเทศ 28/06/2013
  • ไปพม่ามาหลายหนแล้วตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว 
  • โดยกฎหมายแล้วไปลงทุนที่พม่าเลยไม่ได้ ต้องจอยกับบริษัทท้องถิ่น
  • ที่ไปพม่าเพราะโอกาสการเติบโตจากรูปจะเห็นว่าพม่ามีประชากร 60 ล้านคน แต่คนที่มีซิมมือถือเพยง 3.2 ล้านคน 
  • ที่ยากในพม่าคือการหาพื้นที่ร้าน แต่เราได้คู่ค้าที่ทำเรื่องค้าปลีกอยู่แล้ว เราได้พื้นที่แบ่งมาขายมือถือ ถามว่าที่แพงไหม ก็แพง 
  • ปีนี้มี 20 แห่ง ปีหน้า 2014 อีก 30 แห่ง ปี 2015 อีก 40 แห่ง
  • ในพม่าไม่มีใครเป็น Big Player ด้านค้าปลีกมือถือตัวจริง 
  • ผมเชื่อว่าถ้าโอเปอร์เรเตอร์ได้ license ไปแล้วเขาจะขยายเครือข่ายให้ได้ครอบคลุม 80% ใน 3 ปี
  • ปีหน้าเราจะเห็นยอดตัวเครื่อง 7-8 ล้านเครื่อง ปีหน้าต้องขึ้นเป็น 10 ล้านเครื่อง อีก 3 ปี ผมเชื่อว่าจะได้เห็น 50 ล้านเครื่อง ในพม่า
  • ผมคาดหวังว่าจะขอส่วนแบ่งในพม่า 20% ในปี 2015
  • ปีนี้เป็นปีสำหรับการลงทุนเท่านั้นในพม่า ยังไม่มีรายได้กลับมา จะเริ่มเห็นบ้างปีที่ 2 และดีในปีที่ 3, 4, 5
  • ที่พม่าเราจะขายเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ทำเหมือน Electronic Mall ขนาดใหญ่
  • ทุกบ้านในพม่าต้องมี Generator เอง (เครื่องปั่นไฟ) ไฟฟ้าเขาเป็นปัญหาในการพัฒนาประเทศมาก
  • ปีนี้ลงทุน 150 ล้านบาท ปี 2014, 2015 ได้อนุมัติงบลงทุนแล้วปีละ 750 ล้านบาท ในพม่า
  • สำหรับธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าปีนี้เริ่มต้นที่ 1 แห่ง แต่เป็นพื้นที่ใหญ่มาก เพราะรวมสินค้าทุกอย่าง ใช้งานทุนค่อนข้างสูง ในปี 2014 เพิ่มอีก 2 แห่ง 
  • เราตั้งเป้าธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเป็นผู้นำในอีก 15 ปี ในพม่า
  • เราตั้งเป้าธุรกิจมือถือจะเป็นผู้นำในปี 2015 ในพม่า
  • ต้องดูว่า Market Cap. เราจะไปถึง 20,000 ล้านเมื่อไหร่ ผมคิดว่าปีหน้าจะได้เห็น เพราะธุรกิจเราทุกตัวมีการเติบโตหมดทุกตัว
  • ในประเทศไทยปีนี้ ผมประมาณการตัวเลขไว้ที่ 20 ล้านเครื่อง ปี 2014 อีก 30 ล้านเครื่อง ปี 2015 อีก 40 ล้านเครื่อง 
  • เราไปที่อื่นๆ อีกนอกจากพม่า ที่เวียดนามเราไปแบบ M&A เพราะอัตราเขาสูงมากแล้ว แต่เศษฐกิจเวียดนามก็ยังไม่ดี เรายังพอมีเวลาไม่ต้องรีบมาก
  • ลาวกับกัมพูชาเป็น Joint Venture 
  • อาทิตย์หน้าคุยกับบริษัทอันดับ 172 ใน forbes magazine (คาดว่าเป็นบริษัท Itochu)
 รายการ Hard Topic 28/06/2013 เวลา 13:00น.

5/07/2556

JMART : ประชุมผู้ถือหุ้น 10/4/56 จากคุณ Doraza

สรุปสาระสำคัญ การประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท JMART

คุณอดิศักดิ์ได้พูดถึงภาพรวมของตลาดโทรศัพท์มือถือว่ายังมีอนาคตอีกไกล ปีนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นหลังจากที่มีการประมูล 3G จากก่อนหน้านี้ที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าผู้ที่มีเครื่องโทรศัพท์ที่สามารถใช้กับระบบ 3G ในประเทศไทยมีประมาณ 20% ของทั้งหมด แต่ข้อมูลล่าสุดหลังจากที่ได้พูดคุยกับโอเปอร์เรเตอร์รายใหญ่กลับพบว่า เครื่องโทรศัพท์ที่ใช้ 3G ได้ในปัจจุบันมีเพียง 12-13% เท่านั้น ทำให้มองว่าโอกาสเติบโตของตลาดมือถือยังมีอีกมหาศาล

ปัจจุบัน JMART เป็นดีลเลอร์รายใหญ่ของซัมซุง และมือถือซัมซุงก็มีสัดส่วนยอดขายในร้าน JMART สูงมากถึงประมาณ 50% ของยอดขายทั้งหมด แต่ JMART ยังคงยืนยันที่จะรักษาความเป็นร้านขายมือถือที่ขายทุกแบรนด์ ทุกโอเปอร์เรเตอร์เอาไว้ เนื่องจากประสบการณ์ในธุรกิจมือถือที่มีความไม่ยั่งยืนของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น MOTOROLLA ในยุคแรก NOKIA ในยุคต่อมา และปัจจุบันเป็น SAMSUNG ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดแข็งของ JMART

แผนการบุกตลาดต่างประเทศของ JMART ในปีนี้ จะตั้งบริษัทโฮลดิ้งเพื่อลงทุนในบริษัทร่วมกับพาร์ทเนอร์ในพม่า เหตุที่ต้องมีพาร์ทเนอร์ร่วมทุนเนื่องจากปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายในการค้าปลีกในพม่า ภาพรวมตลาดพม่าตอนนี้ คุณอดิศักดิ์บอกว่าน่าจะเหมือนเมืองไทยเมื่อ 20 ปีก่อน ที่การกระจายของการค้ายังมีน้อย ปัจจุบันมีประมาณ 20% จากตรงนี้จึงเห็นโอกาสที่จะเข้าไป ส่วนโมเดลธุรกิจในพม่าอาจจะไม่จำกัดเฉพาะขายมือถือ แต่คงมีสินค้าอื่นร่วมด้วย

เป้าหมายของ JMART ในปีนี้ ตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่ม 60 สาขา เฟรนด์ไชส์ 10 สาขา รวมเป็น 70 สาขา ส่วนของเฟรนด์ไชส์จะทยอยเปิดแบบค่อยเป็นค่อยไป ปัจจุบันเฟรนด์ไชส์พร้อมเปิดมีแล้ว 3 สาขา 

ธุรกิจพื้นที่เช่าปัจจุบันมี IT JUNCTION อยู่ 40 แห่ง มี Dealer เช่าพื้นที่อยู่ประมาณ 1,200 ราย การขยาย IT JUNCTION หากพื้นที่ไหนมีศักยภาพก็จะค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ 

เป้าหมายการเติบโตในภาพรวมตั้งไว้ที่ประมาณ 40% โดยมาจากการเติบโตของร้านค้าเดิม 20% การเติบโตจากการจัดงาน 10% และการเติบโตจากร้านค้าใหม่ 10% เน้นการเติบโตของกำไรมากกว่ายอดขาย

5/05/2556

JMART ทำความรู้จักกับตลาดมือถือในพม่า

พม่าก่อนเปิดประเทศ
  • ประชากรน้อยกว่า 10% เข้าถึงการใช้งานโทรศัพท์ พม่ามีประชากรประมาณ 60 ล้านคน
  • เป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อย เพราะบังคลาเทศ ประเทศที่มีระดับทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน กลับพบว่ามีประชาชนกว่า 56% ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ
  • เครื่องโทรศัพท์ราคาพอๆ กับเมืองไทย แต่ราคาเบอร์มือถือแพงมาก
  • ราคาเบอร์มือถือ (รายเดือน) นั้นอาจจะพุ่งถึงกว่าแสนบาทเงินไทย อ่านไม่ผิด หนึ่งแสนบาทไทย
  • เบอร์มือถือ (รายเดือน) ที่พม่าก็เหมือนกับอสังหาริมทรัพย์บ้านเรา ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า รัฐบาลออกเบอร์มาให้ประชาชนใช้ 100 เบอร์ จะไม่มีการผลิตเพิ่ม 100 เบอร์นั้นก็เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ ซื้อขายกันเอง แน่นอนเป็นใครก็โก่งราคา

พม่าหลังเปิดประเทศ
  • ก่อนหน้านี้ ซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือในพม่ามีราคาแพงมากประมาณ 2-3 ล้านจ๊าด หรือประมาณ 48,300 - 96,600 บาท แต่ในปี 2554 ราคาซิมการ์ดเริ่มลดลงมา โดยถูกสุดอยู่ที่ประมาณ 200,000 จ๊าด หรือประมาณ 5,700 บาท และคาดว่าในปี 2556 ราคาน่าจะลดลงมาอยู่ที่ต่ำกว่า 10,000 จ๊าด หรือประมาณ 480 บาท ล่าสุดกำลังเตรียมจะลดลงเหลือ 50 บาทในเร็วๆ นี้เพื่อให้คนเข้าถ้งมือถือกันมากขึ้น
  • ปี 2556 พม่าก็ถึงเวลาที่ต้องพัฒนาสระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน บริษัทต่างชาติกว่า 20 บริษัทเข้ายื่นซองประกวดราคาชิงสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ข่ายใหม่ในตลาดผู้บริโภค 60 ล้านคน บริษัท Vodafone, บริษัท China Mobile และกลุ่มทุนที่มีความเชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีจอร์จ โซรอส เป็นส่วนหนึ่งในผู้เข้าร่วมประมูลทั้งหมด 22 ราย ที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนในภาคส่วนโทรคมนาคมของพม่า หนึ่งในดินแดนที่โทรศัพท์มือถือยังคงไม่ถูกสำรวจแห่งสุดท้ายของโลก
  • บริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ต่างเข้าแถวรอที่จะเข้าลงทุนทำธุรกิจในประเทศที่อดีตเคยปกครองโดยทหารแห่งนี้ และประชากรน้อยกว่า 10% เข้าถึงการใช้งานโทรศัพท์ ซึ่งรัฐบาลพม่าหวังที่จะกระตุ้นตัวเลขเพิ่มขึ้นให้เป็น 80% ภายในปี 2559
  • สมมุติปัจจุบันมีคนมีมือถือ 10% หรือประมาณ 6 ล้านเครื่อง ถ้าทำได้ตามเป้าที่รัฐบาลพม่าตั้งไว้ จะมีการซื้อมือถือกันทั้งหมดอีก 42 ล้านเครื่อง (70%) ภายใน 4 ปีข้างหน้า

แต่เนื่องจากรายได้ต่อหัวของชาวพม่ายังต่ำอยู่มาก ปี 2555 พม่ามีรายได้ต่อคนต่อเดือนเพียงแค่ 4,650 บาท น้อยที่สุดในอาเซียน ขณะที่ไทยอยู่ที่ 25,128 บาท ดังนั้นราคาเครื่องเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อเครื่องแสดงว่า 42,000,000 x 2,000 = 84,000,000,000 ล้านบาท หรือตกปีละ 21,000 ล้านบาท (4ปี ,ปี 56 - 59) จะเห็นว่าตอนนี้ตลาดมือถือในพม่ายังไม่ใหญ่มากนัก แต่ใน 2-4 ปีข้างหน้านี้จะโตขึ้นอย่างมาก

สมมุติถ้า J&P Thailand มี Market Share 10% ก็จะมียอดขายที่มาจากพม่าโดยประมาณปีละ 2100 ล้านบาท ถ้าคิดที่ เจมาร์ท โฮลดิ้ง ถือหุ้นสัดส่วน 40% รายได้ก็จะตกถึง JMART ที่ 840 ล้านบาทต่อปีในอนาคตถ้าคนพม่าเริ่มมีเงิน และหันมาซื้อ Smartphone กันมากขึ้น ราคาขายต่อเครื่องก็อาจจะสูงขึ้นได้

เพิ่มเติมและแก้ไขจาก siamvi (ลิงก์)

JMART ตั้งบริษัท เจมาร์ท โฮลดิ้งส์ บุกต่างประเทศ

JMART จัดตั้งบริษัท เจมาร์ท โฮลดิ้งส์ ขึ้นมาเพื่อเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ โดยในการเข้าไปลงทุนในประเทศพม่านั้นจะให้บริษัท เจมาร์ท โฮลดิ้งส์ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท J&P Thailand ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย  คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายเดือน พ.ค.56 นี้

บริษัท J&P Thailand ประกอบด้วย
  • บริษัท เจมาร์ท โฮลดิ้ง สัดส่วน 40%
  • กลุ่มสหพัฒน์ 20%
  • บริษัท เอ็ม เค กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทท้องถิ่น ในประเทศพม่า 30%
  • บริษัท เอสไอเอส ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ของเอ็ม เค กรุ๊ป สัดส่วน 10%

โดยบริษัท J&P Thailand จะเป็นบริษัทที่ปล่อยสินเชื่อให้บริษัทที่บริหารเจมาร์ท ช็อป ในประเทศพม่า ตั้งเป้าจะไปเป็นบริษัทที่ใหญ่ใน 5 ปี ซึ่งการเข้าไปลงทุนในพม่าเราได้ฟอร์มบริษัทขึ้นเพื่อทำธุรกิจทางอ้อม เพราะติดกฎหมายพม่าที่จำกัดการเข้าไปทำธุรกิจค้าปลีกของคนต่างชาติได้โดยตรง

สำหรับการเข้าไปลงทุนพม่าในช่วงแรกใช้เงินประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเข้าไปเปลี่ยนช็อปของ เอ็ม เค กรุ๊ป เป็น เจมาร์ท ช็อป จำนวน 4 แห่ง และเปิดสาขาเพิ่มอีก 16 แห่ง ในปีนี้ โดยเป้าหมายในเบื้องต้นจะเปิดเฉพาะในเมืองย่างกุ้ง จากนั้นจะดูพื้นที่อื่นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเนปิดอว์ และเมืองอื่นๆ

บัวหลวง (ลิงก์)

2/26/2556

JMART : Opp day Feb 26, 2012

เปิดด้วยการที่คุณอดิศักดิ์บอกว่าบริษัท JAS ASSET เตรียมเข้าตลาดปีหน้า
  • JMART 23 ปี, JMT 18 ปี, JAS 15 ปี
  • ปีนี้ตลาดรวมจะมียอดขาย 72,000 ล้านบาท JMART 10,000 ล้านบาทคิดเป็น Market Share 14%
  • การมี Market Share มากๆ ไม่ใช่ Solution ที่ดีที่สุด คือขายราคาถูก เน้นเอาวอลุ่มแต่มาร์จิ้นจะน้อย 
  • ปี 55 ส่วนแบ่งตลาดโดยรวม ฟีเจอร์โฟน สมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต 20% 63% 18% ตามลำดับ
  • Average selling price ของ JMART 6,873 บาท ของ GFK 4,000 บาท ใน 4Q55 
  • Assassorie มีมาร์จิ้นดีเฉลี่ย 30% และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ 
  • สาขาในต่างจังหวัด 52% สร้างยอดรายได้ 34% ใน กทม. 48% สร้างยอดรายได้ 66%
  • Inventory Turnover อยู่ที่ 39.60 วัน ในตลาด JMART ทำได้ดีที่สุด
โอกาสในปี 2013 - 2016
  • AIS DTAC TRUE รวม 75 ล้านเบอร์
  • 20% เป็น 3G แล้วมีอยู่ 15 ล้านเบอร์ ยังเหลืออีก 60 ล้านเบอร์ที่ต้องเปลี่ยนเป็น 3G
  • โฆษณา "เมืองไทยผ่านมือถือ" ต้องการบอกว่า เราอยู่มานาน เราเป็นผู้นำในตลาด เราทำเรื่องผ่อนชำระเป็นรายแรก เราทำเรื่องส่งมือถือเป็นการแรก เราทำเรื่องมือถือสำรองระหว่างซ่อมเป็นรายแรก เรามีสาขามากที่สุด ไม่ใช่ Hard Sale สรุปคือ JMART เป็นแบรนด์ที่ไว้วางใจได้
  • ร้าน BlackBerry ที่พารากอนจะเปลี่ยนเป็น Samsung เนื่องจากยอดขายน้อยมากเพียง 15-20% ของ Samsung Shop เท่านั้น
  • Samsung Shop ที่ฟิวเจอร์ รังสิต เจ้าของพื้นที่ให้ JMART
พื้นที่เช่า JAS ASSET
  • ปีนี้ได้พื้นที่เช่าเพิ่มอีก 10 แห่ง รวม 30 แห่ง ปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 40 แห่ง (BigC มี 100 กว่าสาขา แต่ทำได้ 60-70 แห่ง)
  • ทำใน Lotus ไม่ได้ต้องเลือก ระหว่าง BigC กับ Lotus 
  • พื้นที่เช่ารวมปี55 10,282 ตารางเมตร ราคาค่าเช่า 1,969 บาทต่อตารางเมตร
  • รายได้เพิ่มขึ้น 10% yoy
การเงิน
  • เผื่อสต็อกไว้สำหรับจัดงาน Events ที่เห็นในงบสินค้าคงค้างเยอะๆ
  • Property, Plant เพิ่มขึ้นที่ 731 ล้านบาท เนื่องจากสร้าง Office ใหม่ของเจมาร์ทที่สุขาภิบาล 3
  • ที่ดินอสังหาริมทรัพย์ที่วังหิน 211 ล้านบาท
  • ธุรกิจมือถือมาร์จิ้นอยู่ที่ 13% (เดิม 12%)
  • ธุรกิจเช่าพื้นที่มาร์จิ้นอยู่ที่ 17% (เดิม 17%)
  • D/E 0.75 น้อยมาก , ROE 29, ROA 13
Q&A
  • Assassorie, jFone, Samsung เป็นสินค้า High margin เอามาเพิ่ม Gross margin
  • การบริหารมาร์จิ้น JMART น่าจะ max ที่สุดในตลาด
  • เวลาสินค้าเหลือผู้ผลิตมือถือจะลดราคาแต่ JMART ยังได้มาร์จิ้น 12-15% เหมือนเดิม และแถมเขาก็ส่งคนมาขายด้วย ประหยัดไปอีก ปัจจุบันโปรโมเตอร์มีถึง 200 คนที่มาช่วย
  • เวลาจัดงาน Events มีเจ้ามือร่วม JMART จ่ายเฉพาะส่วนของการ Operate แฟร์สำหรับทุกราย
  • จัดงานมา 10 กว่าปี ปีแรกๆ ขาดทุน Give before take
  • ปีนี้ตั้งโปรเจ็ค AEC และเราจบดีลแล้วที่พม่า เราไปแน่นอน ปัจจุบันซิมเขาราคา 9,000 บาทถ้าซิมเหลือ 90 บาท เครื่องมือถือจะขนาดไหน
  • ยืนยัน AEC เกิดแน่ ที่แรกไปพม่า ไปปีนี้
  • จุดเด่นที่ดีกว่าคู่แข่งรายอื่น คือ หัวใจ Back Office การจัดการระบบสินค้าคงคลังที่ใช้ Oracle มา 8 ปี ตอนนั้นเริ่มต้นที่ 50-60 ล้านบาท และ JMART เป็นครอบครัว
  • ตอนแรกไม่คิดเลยว่าจะเอา JAS เข้าตลาด (เหมือนกับ JMT) แต่ไปนั่งคิดดูว่าจะทำยังไงให้ IT Junction เป็นไอคอนให้กับ BigC ถ้าขยายอายุสัญญาเช่าให้ก็จะทำให้เยี่ยมเลย ก็เลยเพิ่มทุนดีกว่า
  • IPO JAS ASSET ให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนอยู่แล้ว
  • กรณีหนี้สูญและค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นเยอะจากปีก่อน เนื่องจากลูกหนี้บางส่วนเกินดีลเกิน 3 งวดจากการผ่อนมือถือ
  • บางอย่างมีไว้เพื่ออุดช่องว่าง ถ้าเราทำ jFone ประสบความสำเร็จแบรนด์อื่นอาจจะไม่ชอบคุณ ต้องเลือกข้าง
  • เมื่อก่อนขาย jFone เดือนละ 20,000 เครื่องเราขาดทุน แต่ปัจจุบันขาย 7,000 - 8,000 เครื่องเรากำไรเดือละ 4 ล้านบาท
  • จุดระวังของ JMART คือ Inventory
  • JMART เป็นระบบแรกและระบบเดียวที่ Integrate กับระบบ Samsung Center
  • ยังยืนยันเป็นผู้นำ ไม่ใช่ TG Fone
  • พิจารณาตลอดว่าเดือนนี้จะปิดที่ไหน ไม่ได้พิจารณาว่าจะเปิดที่ไหน เพราะมันเปิดทุกที่อยู่แล้ว แต่เราจะพยายามหาตัวที่มันแบกรับอยู่
  • มีข้อตกลงกับ AEON ว่าเราจะขยายแขนขาให้ โดยทำบริการ ส่งแอพ วางบิลให้ ได้ค่าคอมจากการทำ 2 แสนบาท
  • Samsung Shop 4 ร้าน รายได้ 100 ล้านบาทต่อเดือน ปีนี้เปิด Samsung Shop อีกเยอะ

2/23/2556

JMART : ดูงบบัญชีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปี 2555


เมื่อดูกระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะเห็นว่าเงินสดดำเนินงานปี 2555 ติดลบอยู่ ดูแล้วตัวเลขส่วนนี้โยกไปอยู่สินค้าคงเหลือส่วนใหญ่ (มีลูกหนี้การค้าบ้างเล็กน้อย) แปลว่าสินค้าใน stock ตอนนี้เยอะกว่าปกติ

ข้อดีคือซื้อเยอะๆ ได้ราคาถูกกว่าปกติ ข้อเสียคือเสี่ยงสินทรัพย์ด้อยค่า

และเมื่อดูต้องส่วนของรายได้ค้างรับก็ติดลบเช่นกัน ผมคิดว่าน่าจะเป็นส่วนกลับทางบัญชี คือ ได้รับเงินล่วงหน้ามาแล้ว แต่ยังไม่ได้กระจายสินค้า ถ้ากระจายสินค้าออกไปส่วนของสินค้าคงเหลือก็ความเสี่ยงน้อยลง เพราะเราได้เงินล่วงหน้ามาแล้ว

แต่ก็ยังเหลือสินค้าคงเหลือมากอยู่ แน่นอนว่าถ้าทั้งหมดเป็นมือถือก็จะเสี่ยง แต่มันมีส่วนของอุปกรณ์เสริมอยู่ซึ่งพวกนี้มีอายุอยู่ได้เป็นปี และที่สำคัญมาร์จิ้นสูงมาก 

อัพเดต:
ข้อมูลยังไม่ถูกนะครับ แต่ผมไม่ลบเก็บไว้ศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากอยู่ๆ ผมก็นึกถึง Jay Market ขึ้นมาได้
รายได้ค้างรับ ที่เป็นตัวเลขในวงนั้นคือ "เพิ่มขึ้น" หมายความว่า ส่งสินค้าแล้วยังไม่ได้รับเงิน ถ้าทวงเงินไม่ได้ก็ขาดทุน

ดร. ภาพร เอกอรรถพร
จริงๆ รายการที่คุณพูดถึง 2 รายการคือ สินค้าคงเหลือและรายได้ค้างรับมีธรรมชาติที่เหมือนกันคือ เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งคู่ การที่สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นมีนัยว่าเงินสดลดลง หรือในทางกลับกัน เราสามารถตีความได้ว่า บริษัทจ่ายเงินซื้อสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น และให้ลูกค้าค้างเงินบริษัทมากขึ้น (รายได้ค้างรับคือ บริษัทให้บริการลูกค้าไปแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่ได้จ่ายเงิน)

สินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้น ถ้าเพิ่มเป็นปกติธุรกิจเนื่องจากขายขยายตัว ก็อาจไม่มีอะไรเสียหาย แต่ถ้าเพิ่มผิดปกติ ต้องหาเหตุผลประกอบว่าทำไม อาจเป็นเพราะบริษัทอาจเก็งกำไรเพราะสินค้ากำลังขาดตลาด หรือต้องการซื้อปริมาณมากเพื่อให้ได้ส่วนลด หรือคาดว่าราคากำลังจะขึ้น หรือขายสินค้าไม่ออก ฯลฯ
แต่สินค้าที่ซื้อเพิ่มขึ้นอาจไม่เป็นข้อบ่ง ชี้ว่าสินค้าจะล้าสมัยหรือไม่ (หรืออาจจะเป็น) พูดยากค่ะ คุณต้องดูอัตราส่วนอื่นประกอบ เช่น อัตราส่วนที่ใช้วัดว่าสินค้าน่าจะล้าสมัยคือ อัตราหมุนของสินค้าคงเหลือและจำนวนวันที่ถือสินค้าคงเหลือ ถ้ายิ่งยาวยิ่งมีโอกาสที่สินค้าคงเหลือนั้นจะล้าสมัยมากขึ้น
การ ประเมินสินค้าคงเหลือคงต้องดูหลายอย่างประกอบกัน การดูเฉพาะงบกระแสแล้วสรุปทันที อาจให้ข้อสรุปที่ไม่เที่ยงตรงทีเดียว เพราะแม้สินค้าคงเหลือเพิ่ม แต่ถ้าขายและต้นทุนขายเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลืออาจไม่เป็นปัญหาเลย

การวิเคราะห์งบกระแส เงินสดให้เน้นไปที่เรื่องของเงินสดว่าได้มาจากไหน ไหลออกทางไหน พอใช้หรือเปล่า แต่อาจไม่สามารถคิดไกลไปถึงประสิทธิภาพของการบริหารสินค้าคงเหลือค่ะ
ส่วน รายได้ค้างรับ ให้วิเคราะห์เช่นเดียวกับลูกหนี้ ในงบกระแสเงินสดเพียงแค่บอกว่ารายได้ค้างรับเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มแล้วดีไม่ดีอย่างไร ต้องไปวัดกันที่อัตราส่วนในการบริหาร เช่น อัตราการหมุนของลูกหนี้ จำนวนวันในการเก็บหนี้ และอื่นๆ เช่น แนวโน้ม อัตราส่วนร้อยละของยอกรวม ฯลฯ

ถ้าลูกค้าจ่ายเงินแล้ว เรายังไม่ได้ให้บริการเรียก รายได้รับล่วงหน้า ถือเป็นหนี้สินค่ะ ผลกระทบต่องบกระแสเงินสดคือ หนี้สินเพิ่ม เงินสดเพิ่ม

2/16/2556

JMART : เจมาร์ทแฟรนไชส์

วันนี้ไปงาน Thailand Franchise & SME ที่อิมแพคเมืองทองธานมาครับ มีโอกาสได้เข้าไปสอบถามข้อมูลของเจมาร์ทแฟรนไชส์มาบ้าง เอามาเล่าให้ฟังครับ
  • มีคนสนใจและพร้อมเปิดเจมาร์ทแฟรนไชส์แล้ว 4 ร้าน (ต่างจังหวัดทั้ง 4 ที่) ถ้าผมจำไม่ผิดจะมีที่ อุบล, อุดร, เชียงใหม่ อีกที่จำไม่ได้ คิดว่าคนที่เปิดอาจจะสนใจอยู่ก่อนแล้วและอาจรู้จักกับเจมาร์ทอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
  • คนที่เปิดแฟรนไชส์แล้วคือคนที่ขายมือถืออยู่ละ แต่ว่าต้องการระบบและชื่อแบรนด์ หรือบางคนมีที่อยู่แล้วสนใจ
  • ใครสนใจทางเจมาร์ทจะศึกษาพื้นที่ให้ก่อน ว่ามีโอกาสที่ดีไหม เขาไม่แนะนำ กทม. หรือแม้แต่ปริมณฑลเองก็ตาม (รังสิตยังไม่แนะนำเลย เน้น ตจว. แดนไกลล้วนๆ)
  • แฟรนไชส์นี้เจมาร์ทเน้นท้องถิ่น ขายคนท้องถิ่นกันเอง 
  • จะไม่ให้เจมาร์ทแฟรนไชส์ขายใกล้กัน หรือขายแข่งกันเอง 
  • สำหรับ IT Junction ก็จะมีร้านเจมาร์ทแฟรนไชส์ได้ แต่จะมีได้แค่ร้านเดียวในพื้นที่นั้น
  • ตจว. ไม่มีคู่แข่งแบรนด์ขายมือถือ 
  • รายได้หักค่าใช้จ่ายแล้วตกประมาณ 30,000 - 40,000 บาทต่อเดือน เขาบอกว่ากรณีที่แย่ 1 ปีครึ่งคืนทุน คิดจากประสบการณ์ในการเปิดร้าน JMART มา 220 สาขา สาขาที่คืนทุนเร็วที่สุดคือ 6 เดือน ช้าที่สุดคือ 1 ปีครึ่ง 
  • มาร์จิ้นที่ได้จากการขายมือถือ 10-20% และอุปกรณ์เสริม 30-50% ไม่มีการบังคับให้ขายพ่วง ตามแต่ความสมัครใจของลูกค้า
  • มือถือที่รับมาจากเจมาร์ทจะรับมาถูกกว่าราคาส่ง ถ้าเรามีช่องทางสามารถขายส่งให้ร้านอื่นได้ เช่น Galaxy S III ตอนนี้ราคา 18,900 บาท จะรับมาที่ประมาณ 17,000 บาท กำไรที่ขายได้ 1,900 บาท เป็นของเราเต็มๆ
  • ถ้าเป็นร้านขนาดเล็กแนะนำ 2 คน สำหรับคนขายและคนคิดเงิน
  • ต่อเดือนต้องเสียให้เจมาร์ท 0.5% ของยอดขายทั้งหมด ถือเป็นค่าใบปลิวและของเล็กๆ น้อยๆ
  • เราต้องขายในราคาที่เจมาร์ทกำหนดไว้เท่านั้น จะขายมากหรือน้อยกว่าไม่ได้ ในกรณีที่มีสินค้าค้างสต็อก ระบบจะทำการแจ้งเตือนก่อน และถ้ายังขายไม่ได้จะได้รับการสนับสนุนจากเจมาร์ทในการแจกของพรีเมียมแถมเพื่อจูงใจการซื้อ (ซึ่งเจมาร์ทก็ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์มือถือมาอีกที่)  
  • ต้องเซ็นต์สัญญาก่อนถึงจะได้รับการฝึกอบรม
  • คาดว่าปีนี้จะมีเจมาร์ทแฟรนไชส์ 50 สาขา 
  • AIS, True, Dtac ไม่ได้รับมือถือจากเจมาร์ท เขาติดต่อรับมือถือจากแบรนด์เองทางตรงเลย 
ข่าว (ลิงก์), รายละเอียดเจมาร์ทแฟรนไชส์ (ลิงก์)
อีกมุมมองจากคอมเม้นท์ pantip (ลิงก์)

2/06/2556

JMART : Money Talk@SET : 3G กับ Megatrend 3/02/2013

หัวข้อ "หุ้นเด่นรับอานิสงส์ 3G" By i-salmon

แขกรับเชิญ
คุณอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL)
คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เจมาร์ท (JMART))
คุณกรัณย์พล อัศวสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น (SYMC)
คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น (ILINK)

ภาพรวมบริษัท :คุณอดิศักดิ์ JMART
  • ธุรกิจจัดตั้งมา 23 ปี จัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์เสริม, เก็บหนี้
  • วันที่ 27 พ.ย.55 JMT เข้าตลาดเป็นธุรกิจติดตามหนี้รายเดียวในตลาด
  • ปี 55 เป็นปีที่มี performance ดีที่สุด ทั้ง JMART และ JMT
  • มีบริษัทย่อยอีกหนึ่งบริษัท ดำเนินการมาแล้ว 15 ปี spin-off ออกมา คือ JAS ASSET ทำพื้นที่เช่า เป็นการรับพื้นที่มาแล้วซอยเป็นห้องให้ ดีลเลอร์ที่ขายโทรศัพท์มือถือเช่า
    • มีจำนวน 32 แห่งทั่วประเทศ 
    • มีลูกค้าราว 1,000 ราย  
    • มีนโยบายแปลงเป็นบริษัทมหาชนในปีนี้ แล้วเอาเข้าตลาดในปีหน้า

  • รายได้หลัก มี 2 ส่วน ที่อยากกล่าวถึง 
    • ธุรกิจ Jmart high value low margin แต่ธุรกิจอย่าง jmt, jas มูลค่าต่ำแต่กำไรเยอะ 
    • IT Junction เป็นพื้นที่เช่า ธุรกิจกำลังแข็งแรงขึ้น
    • ยอดขาย 90% มาจากเจมาร์ท 6% เจเอ็มที 4% แจ็ส
    • กำไร 60% jmart 30% jmt 10% jas asset
  • ปัจจุบันจำนวนมือถือทั้ง 3 Operators 75 ล้านเลขหมาย เครื่องที่มีอยู่ปัจจุบัน 20% ที่ใช้ 3จีได้ Operator ต้องการย้าย 60 ล้านเครื่องที่ใช้ระบบเก่ามาใช้ 3g คลื่นความถี่ใหม่ ให้เร็วที่สุด เพราะคลื่นความถี่เดิมมีค่าใช้จ่ายเชื่อมโยง และเสียค่าสัญญาส่วนแบ่งรายได้สูง
  • เราจะเห็นเครื่องมือถือ 3G ราคาหนึ่งพันมาแน่นอน แต่เป็น 3G feature phone เพื่อมาใช้กับระบบ ไม่ใช่ smartphone
  • Market share ค้าปลีกมือถือของเราราว 13% จากคู่แข่งเป็นหมื่นราย ส่วน เก็บหนี้ เป็นเบอร์หนึ่ง
  • Jmt มีโอกาสดีจาก อิออน, first choice จะมีผ่อนสินค้ามากขึ้น และแบงค์ต่างๆที่ทำโปรโมชั่น 0%  
  • จากนี้ไปจะมีอีกหลายเรื่องที่ตามมา เรามีตลาดมือถือที่อยู่ในมือของเราอีกเป็น 1,000 ดีลเลอร์ ผมวางแผนกับ partnerไว้ เราต้องการ Raise fund เพื่อขยายตลาดให้เค้าด้วย เพราะจะมีโอกาสเพิ่มอีกมากจากการ migrate 3G
  • ปี 56 Jmart จะเปิดอีก 60 สาขา เปิดตลาดอีก 10 สาขา จะมีดีลเลอร์ 300-400 รายเข้ามา (30-40 รายต่อสาขา) กลุ่มเหล่านี้และหน้าร้านเราจะเป็นตัวช่วยผลักดันเมื่อเกิดสามจี
แนวโน้มธุรกิจ
  • รายได้ ม.ค. ปีก่อน กับ ธค.เพิ่มขึ้นเกือบร้อยเปอร์เซ็น ยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว น่าจะเป็นสัญญาณบอกอะไรบางอย่างว่าสมาร์ทโฟนมาแรงจริง กระแส tablet ก็มา 
  • สองปีก่อน เราไม่ได้ขายไอโฟน ปีนี้เรากลายเป็นผู้ขายรายใหญ่ให้กับไอโฟน
  • อุปกรณ์เสริม ไตรมาสามของปี 54 กับ 55 กำไรขั้นต้นจาก 8 ล้าน เพิ่มมาเป็น 17 ล้านบาท
  • ที่น่าสนใจคือ 3G 2.1 GHz ยังไม่เริ่มยังทำได้ขนาดนี้ เชื่อว่าปีนี้จะเห็นสมาร์ทโฟนไปเบียดธุรกิจอื่น ปัจจุบันมีกล้องใส่ซิม Upload ขึ้นเฟซบุ๊คได้เลย ส่ง ไลน์ ได้ทันที 
  • สมาร์ทโฟนจะไปเบียดธุรกิจกล้องเข้ามาอยู่ในตัวมากขึ้นเหมือนที่ tablet ไปเบียดพวก notebook
  • ดังนั้นความต้องการของร้านค้ามือถือจะต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นเพราะต้องรองรับสินค้าอีก เยอะมาก ตอนนี้ผมเปิดร้านต้องขอ 300 ตรม. อย่างต่ำ 
  • ทางแบรนด์ต่างๆ ก็พยายามนำสินค้าใหม่ๆ ออก และพวกนี้จะมีอุปกรณ์เสริมต่างๆ อีกมหาศาล
  • ตอนนี้ 2.1 GHz ยังไม่เริ่ม ถ้าอีก 60ล้านคนย้ายมาจะเกิดอะไรขึ้น?
  • เมื่อก่อนหลายคนซื้อมือถือไปมาบุญครอง ตอนนี้ซื้อสมาร์ทโฟนไม่ได้ซื้อแค่โทร แต่เป็นเรื่องความรู้สินค้าบวกกับpackage จาก operator ไม่ได้เหมือนขายทีวี ตู้เย็น
  • Operator ก็ต้องการคนจัดจำหน่ายที่ช่วยให้ความรู้ลูกค้าอย่างถูกต้อง
  • Operator พยายามทำให้เกิดการย้ายระบบให้เร็วที่สุด ผมถึงบอกว่าปี 56 เป็นแค่การเริ่มต้น  
  • ผมเชื่อว่าดีลเลอร์ 1,000 กว่ารายที่เช่าพื้นที่ผมอยู่ จะช่วยทำหน้าที่จำหน่ายโทรศัพท์เครื่องละ 1-2 พันบาทให้ได้เป็นอย่างดี
  • ปี 55 3ไตรมาส กำไรเพิ่มขึ้น 77% ส่วนไตรมาส 4 เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดตั้งแต่เปิดดำเนินงานมา เราไม่เคยทำสถิตินี้มาก่อน
  • ปี 56 ตั้งเป้าไว้ชัดเจน 40 40 คือ เติบโตทั้งรายได้และกำไร jmt เป้าหมายปี 56 เพิ่มอย่างน้อย 40%
  • 3 ปีที่ผ่านมาเราสามารถทำได้ตามสัญญาทุกครั้ง

สำหรับ CSL, SYMC, ILINK ดูเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์นี้

1/22/2556

เส้นทาง JMART กับการ Turnaround ถึง 2 ครั้ง

Turnaround  ครั้งแรก
จุดพลิกผันเกิดขึ้นจากวันหนึ่ง UCOM ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ Motorola เชิญคุณอดิศักดิ์ไปคุย แล้วบอกว่าจะตัดสินค้าจำนวนหนึ่งมูลค่า 60 ล้านบาทให้ Jaymart ขายแต่ผู้เดียว คุณอดิศักดิ์รับข้อเสนอทางธุรกิจโดยที่ตัวเองไม่ได้มีเงิน 60 ล้านบาท คุณอดิศักดิ์มีวิธีคิดพิเศษที่แตกต่างกับชาวบ้านทั่วไป คือเมื่อโอกาสมาถึงต้องรับไว้ก่อน แล้วเรื่องเงินทุนที่ยังเป็นข้อจำกัด ค่อยหาทางแก้ไขทีหลัง แต่เขาคิดว่ายังไรก็หาได้ สุดท้ายเขายืมเงิน 60 ล้านจากคนรู้จัก แล้วขายสินค้าได้หมด ได้กำไรเป็นเนื้อเป็นหนังครั้งแรกนี่เป็น Turnaround ครั้งแรกของชีวิต และคุณอดิศักดิ์เปลี่ยนทิศทางของ Jaymart มาขายโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว

Turnaround  ครั้งสอง
คุณอดิศักดิ์กล้าทำอะไรเป็นคนแรกในวงการ Jaymart เป็นร้านขายโทรศัพท์มือถือรายแรกที่ทำโฆษณา วิธีคิดคือการทำอะไรเป็นคนแรกCost of entry จะต่ำสุด และการทำโฆษณาครั้งนั้นเป็น Turnaround ครั้งที่สองของตัวเขา เพราะทำให้ Jaymart ดังไปทั้งประเทศ

แกะดำ (ลิงก์)

1/21/2556

ยุทธศาสตร์ธุรกิจ JMART ปี 2556

อดิศักดิ์: ในปีนี้ JMART น่าจะโตมากเพราะปีที่แล้วโตมากที่สุดมีรายได้รวมทั้งปี 8 พันล้านบาท
  • ปีนี้ตั้งเป้าอัตราการเติบโตถึง 40% 
  • รายได้ส่วนใหญ่ สมาร์ทโฟน และแท็บเลต คิดเป็นสัดส่วน 80% 
  • ฟีเจอร์โฟนสัดส่วนอยู่ที่ 20% 
  • เตรียมขยายช็อปอีก 60 ช็อปและแฟรนไชส์อีกจำนวน 50 แห่ง
  • ทิศทางธุรกิจในปี 2556 ของ JMART คือ "กล้อง" เนื่องจากซัมซุงเตรียมขยายตลาดกล้องให้สามารถถ่ายรูปแล้วแชร์ภาพสู่สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ทันทีโดยผ่านระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 
รายละเอียดฉบับเต็ม (ลิงก์)

1/12/2556

คาดการณ์ยอดขายสมาร์ทโฟนปี 2556 ในไทย

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 8.1 ล้านเครื่องรองรับ 3G (รูปภาพ)
  • บริษัท IDC (ประเทศไทย) 10 ล้านเครื่องสมาร์ทโฟน (ลิงก์)
  • กรุงเทพธุรกิจ 12 ล้านเครื่องสมาร์ทโฟน (ลิงก์)

1/06/2556

มาร์จิ้นอุปกรณ์ส่วนเสริมของมือถือ

แบตสำรอง 10-20%
เคสมือถือ 30-50%
พวกของจุกจิก สายห้อย จุกหูฟัง 50-100%
ฟิล์ม 100-200% 

มือถือ ร้านส่ง 2-7% (เจมาร์ท 10-11%)
ขอบคุณ Papayatop