หน้าแรก

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกเส้นทางการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกเส้นทางการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

8/02/2560

2 เด้งตัวแรกของพอร์ต



สำหรับหุ้น JMT ผมได้เด้งแรกจากราคาปิดวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ปิดที่ราคา 20.50 บาท และหลังจากนั่นไม่นานผ่านมาประมาณ 8 เดือน ก็ได้เด้งที่สองจากราคาปิดวันที่ 2 สิงหา 2560 ปิดที่ราคา 31.00 บาท

7/28/2560

บันทึกพอร์ตหุ้น capital gain 1 ล้านบาท

วันที่ 26/7/2560 : บันทึกพอร์ตหุ้น capital gain 1 ล้านบาท
ถือหุ้น 7 ตัว CPN, CSC, J, JMART, JMART-W2(ได้สิทธิมา), JMT, MC


พูดถึงหุ้นรายตัวที่ถือ :

CPN : หุ้น Big Cap คาดหวังการเติบโตที่ 6-8% ไปเรื่อยๆ ปัจจุบันยังถือเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งอยู่ หากมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านปัจจัยพื้นฐานก็จะไม่ได้เปลี่ยนเร็ว (เช่นคนไม่เดินห้างแล้ว) เรายังพอมีเวลาให้ตัดสินใจ

CSC: หุ้น Defensive หนี้น้อย เก็บกินปันผล พักเงินรอหาหุ้นเติบโตต่อไป

J : หุ้นราคาไม่แพง market cap. 800 ล้านบาท เมื่อเทียบกับทรัพย์สิน และรายได้ แต่ต้องลงทุนมากในช่วงเริ่มต้น แต่โชคดีมีหุ้นแม่ (JMART) คอยสนับสนุน

JMART : กำไรตอนนี้ยังไม่สะท้อนอย่างที่ควรจะเป็นเพราะหุ้นลูก J อยู่ในช่วงลงทุน (ยังขาดทุนอยู่) และธุรกิจลูก J Fintech ก็ยังต้องตั้งสำรองหนี้สูญถึง 150 ล้านบาท มีแผนจะเอาเข้าตลาดอีก 2-3 ปี

JMT : หุ้นเติบโต กำไรสูง มีโอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตถึงกำไรปีละ 1,000 ล้านบาท

MC: รายได้เติบโตทุกปี ถ้ามีการบริหารต้นทุนที่ดีจะทำให้กำไรสูง หนี้น้อย และปันผลให้กับผู้ถือหุ้นค่อนข้างสูง

1/08/2560

บันทึกการลงทุนใน LTF และเตรียมเปลี่ยนเป็น RMF



  1. เริ่มลงทุนกองทุน LTF แรกคือ BLTF75 (กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว 75/25) ในวันที่ 27 ธันวา 2555 เป็นกองทุนที่ไม่มีปันผล
  2. จากนั้นปีต่อมาเริ่มซื้อกองทุน KFLTFDIV (กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล) ด้วย เพื่อศึกษาควบคู่กันไป เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีปันผลให้ปีละครั้ง 
  3. จากรูปจะเห็นว่าผลการลงทุนกองทุนที่ไม่ปันผล BLTF75 นั่นมีกำไรค่อนข้างดีที่ 20.70% ในขณะที่กองทุนปันผล KFLTFDIV ขาดทุนอยู่ที่ -5.43% แต่ถ้าหักจากได้ปันผลมาแล้วก็ยังกำไรอยู่ที่ 1.07% แต่ผลตอบเทนก็ถือว่าไม่ดี โชคดีที่กองทุนเหล่านี้มีต้นทุนในเรื่องการหักภาษีรายได้มาช่วยด้วย เพราะฉะนั่นสำหรับคนที่เสียภาษีควรซื้อกองทุน LTF/RMF นะครับ 
  4. คำแนะนำถ้าต้องการซื้อ LTF จริงๆ ให้หากองทุนที่ไม่ปันผลจะดีกว่ากองทุนจะได้เอากำไรไปลงทุนต่อไม่ใช่ปันผลออกมา และการปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย 10% 
  5. สำหรับผมจากการลงทุน LTF มาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งถือจนครบ 5 ปีปฎิทินสามารถขายได้แล้ว แต่ก็คิดว่าควรลงทุนต่อ (กฏหมายใหม่ LTF ต้องถือ 7 ปีปฏิทินเริ่มปี 2559) ผมจึงเริ่มหันมาสนใจ RMF เพราะเราต้องการถือยาวอยู่แล้ว และ RMF นั่นก็มีข้อดีในเรื่องความหลากหลายของกองทุนที่ให้เราลงทุน เราสามารถสับเปลี่ยนไปลงทุนกองทุนตราสารหนี้ได้ในกรณีที่หุ้นเกิดวิกฤต ซึ่งต้องศึกษาต่อไปว่ามีความน่าสนใจอะไรบ้าง แล้วจะมาเล่าให้ฟังครับ  
ข้อมูล LTF Port วันที่ 6 มกรา 2560 

1/02/2560

1 เด้งตัวที่สองจาก JMT


หุ้นตัวแรกที่ได้ 1 เด้งคือ JMART เมื่อเดือนพฤษภาปี 2556 และตัวที่สองเป็นหุ้น JMT ซึ่งก็เป็นหุ้นลูกของ JMART นั่นเอง กว่าจะได้ตัวที่สองใช้เวลา 3 ปีกว่า วันที่ได้ 1 เด้งวันแรกของหุ้นตัวนี้เป็นราคาปิดวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ปิดที่ราคา 20.50 บาท

6/29/2559

บันทึกปันผลจาก TSD

ข้อมูล TSD บันทึกปันผลของผมตั้งแต่ปี 2556

ปี 2556 : 37,731.88 บาท (ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย 3,596.66 เหลือ 34,135.22 บาท)
ปี 2557 : 39,680.90 บาท (ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย 3,968.10 เหลือ 35,712.80 บาท) - มีปันผลหุ้น
ปี 2558 : 25,384.90 บาท (ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย 2,538.49 เหลือ 22,846.41 บาท) - หุ้นบางตัวไม่ได้ปันผลแต่ย้ายไปปันผลงวดหน้าแทน
ปี 2559 :  54,519.33 บาท (ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย 5,451.93 เหลือ 49,067.40 บาท)

รวมปันผล 157,317.01 บาท

*ปี 2558 มีหุ้นตัวหนึ่งไม่ได้ปันผลในครึ่งปีหลัง แต่ย้ายมาปันผลรวมกันกับครึ่งปีแรก 2559 แทน

5/05/2556

1 เด้งแรกในชีวิตจาก JMART


หุ้นตัวนี้ผมเก็บช่วงเดือนธันวา 55 และมกรา 56 จากนั้นก็ถือเก็บจนถึงตลาดปิดวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 ทำให้ผมได้กำไรจากหุ้น JMART 1 เท่าตัวเป็นครั้งแรก (จริงๆ ผมเคยได้กำไร 1 เท่าตัวมาครั้งหนึ่งแล้วก่อนหน้านี้ แต่ได้มาจากหุ้น ipo ผมจึงไม่นับซึ่งปัจจุบันก็ยังถือหุ้น ipo ตัวนี้อยู่)

ปล. ส่วนตัวผมคิดว่าราคาตอนนี้แพงล่วงหน้าไปมาก