การลงทุนในต่างประเทศ CPN วางงบปีละ 1 พันล้านบาทในการลงทุน โดยแผนระยะยาวบริษัทคาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีสาขาในต่างประเทศ 2 แห่ง และอนาคตตั้งเป้าหมายจะมีสาขาในต่างประเทศ รวม 7 แห่ง ครอบคลุม 4 ประเทศ ได้แก่มาเลเซีย พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งลักษณะการลงทุนจะเป็นการเข้าไปร่วมทุนกับนักธุรกิจในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งการลงทุนในแถบอาเซียนเพื่อรองรับการเปิดเออีซี
ภายในเดือนมิ.ย. นี้ บริษัทจะได้ข้อสรุปพร้อมเซ็นสัญญากับพันธมิตรทางธุรกิจในการเปิดห้างสรรพสินค้าในประเทศมาเลเซีย 1 แห่ง โดยจะใช้งบประมาณ 5,800 ล้านบาท และคาดจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2558 บริษัทเซ็นทรัลจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยจะใช้เงินลงทุนกระแสเงินสด และกู้เงินกับสถาบันการเงินท้องถิ่นประมาณ 1,000 ล้านบาท และบริษัทยังมีแผนธุรกิจร่วมทุนศูนย์การค้าในอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งจะได้ข้อสรุปในปลายปีนี้
อ้างอิง (ลิงก์)
5/23/2556
5/19/2556
Deferred tax (ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี)
ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี
เป็นหลักบัญชีที่ต้องการให้การแสดงรายงานเป็นไปตามหลักการเรื่อง
การจับคู่รายได้กับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรายได้ (Matching concept)
1. ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี(สินทรัพย์) ภาษีที่ต้องได้รับคืน แต่ยังไม่ได้รับรู้ในงบกำไรขาดทุน
2. ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี(หนี้สิ้น) ภาษีที่ต้องจ่าย แต่ยังไม่ได้รับรู้ในงบกำไรขาดทุน
อ้างอิง (ลิงก์)
1. ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี(สินทรัพย์) ภาษีที่ต้องได้รับคืน แต่ยังไม่ได้รับรู้ในงบกำไรขาดทุน
2. ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี(หนี้สิ้น) ภาษีที่ต้องจ่าย แต่ยังไม่ได้รับรู้ในงบกำไรขาดทุน
อ้างอิง (ลิงก์)
5/18/2556
SNC : Opp day May 7, 2013 part 2 Q&A
- ภาระภาษีที่แท้จริง (effective tax rate) เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเนื่องจากใน Q1 ปีนี้มีการใช้มาตรฐานการบัญชีฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นในงบกำไรขาดทุนจะมีปัจจัยเพิ่มขึ้นมาอีก 1 รายการคือ ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred tax)
- effective tax rate จะอยู่ประมาณ 7% บวกลบ (ไม่เกิน 10)
- Q2/56 เห็นการชลอตัวของลูกค้าบางรายเหมือนกัน ที่เกิดเนื่องจากยังมีสินค้าสต็อกอยู่ แต่ถ้าถามว่าเทียบกับ Q1/56 เป็นยังไง ผม(สามิตต์ ผลิตกรรม)ก็พยายามลุ้นให้ดีกว่านะครับ
- ผลกระทบบาทแข็งไม่ได้มีผลกระทบกับ SNC โดยตรงเนื่องจากเราขายด้วยเงินบาทเกือบหมด แต่ถ้าเงินบาทแข็งค่านานจะมีผลกับลูกค้า เนื่องจากถ้าเขามีหลายโรงงานในหลายประเทศ อาจเปลี่ยนการผลิตไปยังประเทศอื่นได้ แต่ที่คุยกับลูกค้าตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไร แต่ก็จะเป็นประโยชน์กับเราในเรื่องการซื้อเครื่องจักร ที่กำลังจะลงทุน
- SSMA หลักๆ ตั้งมาเพื่องานเหล็กของรถยนต์ ผลการทุนมาจากการยังไม่ได้ order เนื่องจากพึ่งเปิดต้องรอรอบ model ใหม่มองไว้ในปีหน้าสำหรับซูซุกิ และน่าจะถึงจุดคุมทุนใน Q4/56
- SCAN ขาดทุนเพราะยังไม่มีรายได้ แต่มีค่าใช้จ่ายแล้วจากค่าบุคลากรเป็นหลัก ในปีหน้าคาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 300-400 ล้านบาท และเติบโตขึ้นตามลำดับ
- TopTech ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท Q1 ทำได้ 36 ล้านบาท Q2 จะเพิ่มขึ้นและซื้อเครื่องจักรเพิ่ม จะทำให้ Q3, Q4 ทำรายได้เพิ่มขึ้นอีก และคงรักษาอัตรากำไรสุทธิที่ 20%
- Techno pipe ทำธุรกิจชิ้นส่วนท่อทองแดง จริงๆ แล้ว SNC ทำธุรกิจนี้อยู่แล้วแต่การตั้งบริษัทนี้ขึ้นเพื่อรองรับฐานลูกค้าใหม่ โดยได้เครื่องจักรและรายการสินค้า (inventory) ของคู่ค้ามาในราคาที่ถูกมาก 30 ล้านบาท (คู่ค้าต้องการเลิกกิจการนี้เพราะไม่คุ้มสำหรับเขา)
- รายได้ในปี 2013 จะโต 10-15% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
- TopTech จะยังไม่เข้าตลาดหุ้นในปลายปีนี้ เพราะรายได้ยังน้อย (เคยมีข่าวลือ)
- ลูกค้าหลักของ TopTechอยู่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าบางส่วน
- ปันผลอาจจะไม่สูงเหมือนเดิม เนื่องจากมีการลงทุน
- SSMA คาดว่าในปีนี้จะมียอดขาย 300 ล้านบาท และในปีหน้า 500 ล้านบาท Q4 ปีนี้จะพยายามพลิกให้ได้จุดคุ้มทุน (break even)
- เรื่องการซื้อกิจการมีหลายดีล แต่ถ้ายังไม่น่าสนใจก็ยังไม่ซื้อ
- คอยล์ร้อนมีคนใช้อลูมิเนียมบ้างแล้ว อย่างชาร์ป ซัมซุง แอลจี ส่วนค่ายญี่ปุ่นกำลังศึกษาอยู่ คอยล์เย็นจะเกิดหยดน้ำตลอดจึงยังไม่มีคนใช้เนื่องจากอลูมิเนียมไม่ถูกกับน้ำจะทำปฏิกิริยากัน
- โครงการ SCAN ค่าใช้จ่ายบุคลากร ค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ยจ่าย ภาพรวมขาดทุน 35 ล้านบาท และปีต่อไปก็ยังไม่ได้กำไร ต้องใช้เวลา จะเห็นออกดอกออกผลจริงๆ ปี 2558
- โครงการ SCAN กับ TopTech กำลังยื่น BOI ยังคงเป็นฉบับเดิม เท่าที่ทราบ BOI ฉบับใหม่ยังไม่ได้ประเทศ
- Q1 รายได้ OEM เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับ Q1 ปีที่แล้ว เนื่องจากปีที่แล้ว Q1 ลูกค้ารายหลักรายหนึ่งเปลี่ยน model แต่ใน Q1 ไม่เสร็จไปเสร็จเอาเดือน 5, 6 แต่สำหรับปีนี้ model ใหม่สตาร์ทเต็มตั้งแต่มกราเลยทำให้ยอดรายได้เพิ่มขึ้น
- SCAN การลงทุนอยู่ที่ 400 ล้านบาท ค่าเสื่อมสำหรับโรงงานอยู่ที่ 30 ปี เครื่องจักร 10 ปี โดยเฉลี่ยเครื่องจักรลงทุน 300 ล้านบาท 10 ปีก็ค่าเสื่อม 30 ล้านบาท
- เงินกู้ที่เห็นอยู่ในงบ 40 ล้านบาทเป็นของบริษัท TopTech ที่ไปร่วมทุนมา และในอนาคตคิดว่าถ้าจะกู้ ก็จะกู้ในประเทศ
- ปัจจัยเสี่ยงที่เห็นชัดเจน คือ คู่แข่งของลูกค้าออก model ใหม่มาทำให้มีปัญหาในการแข่งขัน ส่วนเรื่องของระยะยาวมากๆ คือในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนความเสี่ยงในเรื่องพนักงานและราคาวัตถุดิบได้แก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว
- งาน OEM ลูกค้าหลักก็ ฟูจิซึ และก็ชาร์ปเป็นลำดับที่ 2
- รายได้ของชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่มาจากในรถบิ๊กอัพ 65-70% ที่เหลือเป็นรถยนต์นั่ง สำหรับลูกค้าใน 4 เดือนที่ผ่านมาในรถบิ๊กอัพเขาตกจากเป้าหมายไป 10-15% แล้ว
- มีแผนที่จะกู้แบงค์ 400 ล้านบาท น่าจะเสียดอกเบี้ย 6% คืนเงินต้นประมาณ 2-3 ปี
- ธุรกิจ Freezer (สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร) ตัวเล็กราคา 1 ล้านบาท ตัวใหญ่ราคา 4 ล้านบาท เราผลิตได้ 20-30 เครื่องต่อปี
- ตอนนี้ยังไม่มีโครงการที่จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน
- Cash Cycle มาจาก ลูกค้า(เครดิตเทอม 35วัน), เจ้าหนี้(เครดิตเทอม 60 90 120วัน), สินค้า การรับก่อนจ่ายที่หลังทำให้ Cash Cycle ติดลบ
- โครงการพัฒนาเครื่องปรับอากาศร่วมกับลูกค้า จะเห็นชัดเจนช่วงปลายปีนี้
- โครงการ Employee Joint Investment Program : EJIP พนักงานเข้าร่วมได้เมื่อทำงานครบ 3 ปี โดยการซื้อหุ้นนั้นพลักงานออกครึ่งหนึ่ง บริษัทออกให้ครึ่งหนึ่ง เมื่อครบปีพนักงานสามารถขายได้
5/16/2556
CPN ขายหุ้นออกใหม่แก่ PP และมีรายใหญ่บิ๊กล๊อต
วันที่ 15 พฤษภาคม 56 ทาง CPN มีการเสนอขายหุ้นออกใหม่แก่บุคคลในวงจำกัด (private placement) จำนวน 130.4
ล้านหุ้นใหม่และมีการขายบิ๊กล๊อตจำนวน 83.4 ล้านหุ้นเดิม (ขายโดยคุณหญิง
สุจิตรา มงคลกิติ และคุณสุกัญญา พร้อมพันธ์)
ให้กับนักลงทุนสภาบันและนักลงทุนเฉพาะเจาะจงที่ราคา 50.75 บาท
การเสนอขายหุ้นออกใหม่แก่บุคคลในวงจำกัด (private placement) จำนวน 130.4 ล้านหุ้น (2.9% ของทุนเรียกชำระแล้ว) เป็นไปตามคาด แต่หุ้นจำนวน 83.4 ล้านหุ้น (1.9% ของทุนเรียกชำระแล้ว) ขายโดยสมาชิกตระกูลจิราธิวัฒน์นั้นทำให้เราประหลาดใจเล็กน้อย การขายโดยผู้ถือหุ้นใหญ่อาจสร้างมุมมองเชิงลบที่มีต่อหุ้นในระยะสั้น แต่ทำให้สภาพคล่องในการซื้อขายเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมและส่ง ผลให้ WACC ลดลงในที่สุด
บัวหลวง (ลิงก์)
การเสนอขายหุ้นออกใหม่แก่บุคคลในวงจำกัด (private placement) จำนวน 130.4 ล้านหุ้น (2.9% ของทุนเรียกชำระแล้ว) เป็นไปตามคาด แต่หุ้นจำนวน 83.4 ล้านหุ้น (1.9% ของทุนเรียกชำระแล้ว) ขายโดยสมาชิกตระกูลจิราธิวัฒน์นั้นทำให้เราประหลาดใจเล็กน้อย การขายโดยผู้ถือหุ้นใหญ่อาจสร้างมุมมองเชิงลบที่มีต่อหุ้นในระยะสั้น แต่ทำให้สภาพคล่องในการซื้อขายเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมและส่ง ผลให้ WACC ลดลงในที่สุด
บัวหลวง (ลิงก์)
5/14/2556
CPN ร่วมทุนกลุ่ม I-Berhad เตรียมสร้างศูนย์การค้าในมาเลเซีย
CPN ทำสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท I-City Properties Sdn. Bhd. (ICP) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ I-Berhad เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดย ICP จะถือหุ้นร้อยละ 40 และบริษัทจะถือหุ้นร้อยละ 60 ผ่านบริษัทย่อยที่จะจัดตั้งขึ้นในประเทศมาเลเซีย
บริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะพัฒนาศูนย์การค้ามูลค่าการลงทุนประมาณ 580 ล้านริงกิต หรือประมาณ 5,800 ล้านบาท ในโครงการ i-City ซึ่งเป็นเมืองเทคโนโลยีแห่งใหม่ของมาเลเซียในเขต 7 ของเมืองชาห์อลัม รัฐสลังงอร์
โครงการร่วมทุนเพื่อพัฒนาศูนย์การค้านี้อยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของรัฐสลังงอร์ บริษัทจะเป็นผู้ควบคุมการออกแบบพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าดังกล่าวบนที่ดินกรรมสิทธิ์ขนาด 11.12 เอเคอร์ ประกอบด้วยพื้นที่ใช้สอยประมาณ 138,000 ตารางเมตร และพื้นที่ขายประมาณ 89,700 ตารางเมตร โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2557 และจะเปิดให้บริการภายในปี 2559
สำหรับเงินลงทุนในโครงการจำนวนรวมประมาณ 5,800 ล้านบาท โดยบริษัทจะใช้เงินทุนหมุนเวียนจากการดำเนินการ และ/หรือเงินกู้ยืมจากธนาคาร และ/หรือการออกหุ้นกู้ และ/หรือการออกและเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
ICP เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเครือของ บริษัท I-Berhad โดย บริษัท I-Berhad เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เบอร์ซ่า มาเลเซีย ทั้งนี้ ICP เป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในโครงการ i-City ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์การค้า อาคารสำนักงานไซเบอร์เซ็นเตอร์ โรงแรม อาคารที่พักอาศัย และพื้นที่ค้าปลีกต่างๆ บนที่ดินกรรมสิทธิ์รวม 72 เอเคอร์ ตั้งอยู่บนทางหลวงสายหลักของเมือง
ตลาดหลักทรัพย์ (ลิงก์) , ข่าวต่างประเทศ (ลิงก์)
5/12/2556
สถิติท่องเที่ยวเดือนเมษาปี 56
สรุปสถิติการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศเดือนเมษาปี 56
- เดือนเมษายนปี 56 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 2,013,012 คน เพิ่มขึ้น 326,744 คน
หรือคิดเป็น 19.38% yoy - ภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุด คือ เอเชียตะวันออก (+28.14%)
- ในเดือนเมษายน 56 ที่มีจำนวนสูงกว่า 2 ล้านคนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 นับจากเดือน
พฤศจิกายน 55 - สำหรับภูมิภาคที่นักท่องเที่ยวหดตัว ประกอบด้วย โอเชียเนีย (-6.94%) เอเชียใต้ (-5.98%) แอฟริกา (-5.88%) และตะวันออกกลาง (-5.45%) ตามลำดับ
- นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดือนเมษายน 56 สูงสุด 5 อันดับแรก
- จีน
- มาเลเซีย (เดือนก่อนเป็น รัสเซีย)
- รัสเซีย (เดือนก่อนเป็น มาเลเซีย)
- ญี่ปุ่น
- เกาหลี
5/11/2556
119 ปี Benjamin Graham: The Dean of Wall Street
Benjamin Graham เกิดที่อังกฤษเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1894 ครอบครัวของเกรแฮมย้ายไปตั้งรกรากที่อเมริกาตอนที่เขาอายุเพียง 1 ขวบ ในวัยเด็ก ครอบครัวมีฐานะค่อนข้างดี แต่พ่อของเขาเสียชีวิตตอนเกรแฮมยังเล็ก ฐานะทางบ้านก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ อาศัยที่เป็นเด็กเรียนเก่ง เกรแฮมได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเรียนจบด้วยผลการเรียนดีมากจนถูกทาบทามให้เป็นอาจารย์จาก 3 คณะพร้อมกัน แต่เขาเลือกที่จะไปทำงานเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ Wall Street
ในสมัยนั้น นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ถูกเรียกว่า 'นักสถิติ' เป็นงานค้นหาข้อมูลอยู่หลังบ้านที่น่าเบื่อและไม่มีใครสนใจ แต่เกรแฮมก็สั่งสมความเชี่ยวชาญในงานนี้จนได้กลับไปสอนวิชา 'การวิเคราะห์หลักทรัพย์ขั้นสูง' ที่โคลัมเบีย เป็นวิชาที่เปิดสอนภาคค่ำ จึงได้รับความนิยมมากในบรรดานักการเงินหนุ่มสาวที่ทำงานใน Wall Street ในบรรดาลูกศิษย์ของเขา มีทั้ง Sir John Templeton และ Warren Buffet โดยบัฟเฟต์ยกย่องเกรแฮมว่า เป็นผู้ที่มีอิทธิพลกับตัวเขามากเป็นอันดับ 2 รองจากคุณพ่อ
การได้เป็น "อาจารย์" ของนักการเงินชั้นเซียนจำนวนมากนี่เอง ทำให้คุณปู่เกรแฮมได้รับยกย่องให้เป็นคณบดีแห่งวอลล์สตรีท (The Dean of Wall Street) นอกจากงานประจำและงานสอน เกรแฮมยังได้เขียนหนังสือ 2 เล่มที่โด่งดังมาก ได้แก่
1. Security Analysis ร่วมกับ David Dodd ในปี 1934 ซึ่งได้กลายเป็นคัมภีร์การวิเคราะห์หลักทรัพย์และตำราเ
2. The Intelligent Investor ตีพิมพ์ปี 1949 ซึ่งเป็นหนังสือที่แนะนำการ
สิ่งที่เกรแฮมเน้นย้ำเสมอก็
เกรแฮมรักอาชีพนี้มาก และเป็นผู้ผลักดันให้ 'นักวิเคราะห์หลักทรัพย์' เป็น 'วิชาชีพ (Profession)' ที่ต้องผ่านการทดสอบและต้อง
จาก SSO Savings Club (1, 2)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
