หน้าแรก

12/17/2559

CPN : ประเมินโดยวิธี “Income method, DCF Technique”

CPN : ประเมินโดยวิธี “Income method, DCF Technique” มูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (รวมสิทธิการเช่าบางส่วน)
  • ปี 2559 : 167,688 ล้านบาท 
  • ปี 2558 : 157,100 ล้านบาท
  • ปี 2557 : 127,664 ล้านบาท
  • ปี 2556 : 115,803 ล้านบาท
ที่มา: หมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัท CPN


3 ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 2000 โดย ดร.นิเวศน์


3 ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 2000 โดย ดร.นิเวศน์

1. กำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจดทะเบียนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 6.7% แต่ดัชนีหุ้นขึ้นเฉลี่ยปีละ 12.87%
2. PE ปรับตัวขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ PE จะประมาณ 10x แต่ตอนนี้ตั้งแต่ปี 2010 อยู่ที่ 18-19x ตอนนี้ราคาหุ้นขึ้นมาเกินพื้นฐาน
3. ที่เป็นอย่างนี้เพราะ คนไทยมีรายได้มากขึ้น เนื่องจากสมัยก่อนคนไทยมีลูกเยอะต้องใช้เงิน แต่สมัยนี้ลูกน้อยทำให้มีเงินเก็บ เป็นการเก็บเงินเพื่อการเกษียรซึ่งต้องลงทุน ก็เลยเข้ามาหาเงินในตลาดหุ้น
#ตอนนี้หุ้นเราแพงที่สุดในประวัติศาสตร์
#คนยินดีที่จะลงทุนในหุ้นทั้งที่หุ้นแพงเพราะฝากเงินไม่ได้ดอกเบี้ย
ข้อมูลโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

11/13/2559

ความก้าวหน้าการก่อสร้างรถไฟฟ้า ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2559


  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-บางแค และ บางซื่อ-ท่าพระ แล้วเสร็จ 85.31% กำหนดเปิดให้บริการปี 2562
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม แบริ่ง-สมุทรปราการ แล้วเสร็จ 99.54% กำหนดเปิดให้บริการปี 2561 (เลื่อนการเปิดให้บริการเร็วขึ้น 2 ปีจากเดิมเปิดปี 2563)
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว แล้วเสร็จ 15.38% 
ข้อมูลจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

อัพเดตจากข่าว Dailynews วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559

  • งานโยธาเสร็จแล้ว100%
  • งานระบบรางคาดว่าเสร็จประมาณวันที่ 20 ธันวาคม 2559
  • คาดว่าจะตรวจรับงานเสร็จสิ้นปลายเดือนมกราคม 2560
  • วันทดสอบเดินรถเป็นวันที่ 1 มีนาคม 2560

11/09/2559

บันทึกกราฟ SET ปี 2007 - 2016

SET ปี 2007-2016

  • SET ลงไปต่ำแถว 400 จุดในช่วงปลายปี 2008 จาก Hamburger Crisis   
  • จากนั้น SET ก็ขึ้นมาตลอด 4 ปี จนถึงพฤษภาปี 2013 หุ้นแตะจุดสูงสุดที่ 1,649 จุด ในวันที่ 21/05/2013 (แต่ยังไม่ถึงจุดสูงสุดเดิมก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง)
  • ตั้งแต่ช่วงปี 2013-2016 ก็เป็นช่วงหุ้น Sideways มาตลอด 4 ปี วิ่งในกรอบ 1,200-1,600 จุด 
  • ตั้งแต่ปี 2013 คนเข้ามาเปิดบัญชีหุ้นเพิ่มเป็นจำนวนมากทำให้ Volume ตั้งแต่นั้นมาดูคึกคักมาตลอด
  • ปัจจุบันจำนวนคนที่เปิดบัญชีหุ้นมี 1,332,796 คน รวมเป็น 1,891,259 บัญชี (บางคนเปิดมากกว่า 1 บัญชี) ข้อมูลเดือนกันยาปี 59
  • อัพเดต: ปิดปี 2016 ที่ 1,542.94 จุด

7/30/2559

CSC : บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)

CSC : บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)

ผู้ผลิตและจำหน่ายฝาสำหรับปิดผนึกภาชนะประเภทขวด อาทิ ฝาจีบ ฝาอลูมิเนียมเกลียวกันปลอม ฝาวงแหวนแม็กซี่คราวน์ ฝาวงแหวนแม็กซี่แค้ป ฝาวงแหวนแม็กซี่พี ฝาพลาสติก และฝาคอมโพสิต สำหรับผนึกขวดบรรจุน้ำอัดลม น้ำดื่ม นม เบียร์ สุรา โซดา น้ำผลไม้ ซุปไก่สกัด รังนก และเวชภัณฑ์ รวมถึงเครื่องผนึกฝาจีบแบบคันโยกและเครื่องผนึกฝาแม็กซี่ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีรายได้จากการให้บริการรับจ้างพิมพ์แผ่นตราต่างๆ








ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน 30/7/2559 = 52.50 บาท/หุ้น (ผมซื้อในราคานี้ด้วยครับ) คิดเป็น mkt. cap. 2,730 ล้านบาท

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 
1.NIPPON CLOSURES CO., LTD. 19,071,292 หุ้น 36.68% 
2.Toyo Seikan Co. Ltd. 5,280,000 หุ้น 10.15% 
3.บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด 3,934,488 หุ้น 7.57% (ลูกค้า)
4.บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด 3,768,316 หุ้น 7.25% (ลูกค้า)
5.บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) 1,057,742 หุ้น 2.03%

หุ้น CSC จัดเป็นหุ้นประเภท Defensive Stock ความหมายคือ หุ้นที่มีเสถียรภาพสูงภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย

ข้อดีของ CSC
1. มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่มีหนี้สินระยะยาว (ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับหุ้นหลายเด้ง) D/E เพียง 0.24 เท่า
2. มีสินทรัพย์หมุนเวียนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ mkt. cap. ซึ่งสินทรัพย์หมุนเวียนอยู่ที่ 1,735.62 ล้านบาท และเป็นเงินสดถึง 509.56 ล้านบาท 
3. ความได้เปรียบทางการแข่งขันถือว่าดี ทำให้บริษัทมีมาร์จิ้นที่ 13%
4. ปันผลต่อเนื่องที่ 3.3% 
5. P/E 8.05 และ P/BV 0.99

ข้อเสียของ CSC
1. สภาพคล่องของหุ้นต่ำ
2. Return to Shareholder ค่อนข้างต่ำ บริษัทเก็บกำไรไว้กับตัวและปันผลหุ้นออกมาเพียง 28% ของกำไร (มีนโยบายปันผลที่ไม่เกินร้อนละ 50) ถ้าบริษัทปันผลที่ 50% ผู้ถือหุ้นจะได้ผลตอบแทนปันผลที่ 6% ต่อปี
3. ลูกค้าเจ้าใหญ่ 10 รายแรกมีสัดส่วน 66% ของยอดขาย
4. มีการลงทุนในเครื่องจักรใหม่อยู่ตลอดเวลาเพื่อความสามารถในการแข่งขัน ทำให้บริษัทมีค่าเสื่อมราคาเฉลี่ยประมาณร้อยละ 30 ของกําไรขั้นต้น

7/25/2559

ส่วนแบ่งตลาด : เครื่องดื่มชูกำลังปี 2559


ส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังปี 2559
  • M-150 มีส่วนแบ่ง 57.7%
  • คาราบาวแดงมีส่วนแบ่ง 21.1% 
  • กระทิงแดงมีส่วนแบ่ง 16.3%
  • อื่นๆ 4.9%
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ

มูลค่าตลาดถุงยางอนามัย


  • ปี 2557 มูลค่าตลาดถุงยางอนามัย 1,271 ล้านบาท
  • ปี 2558 มูลค่าตลาดถุงยางอนามัย 1,333 ล้านบาท
  • ปี 2559 มูลค่าตลาดถุงยางอนามัย 1,413 ล้านบาท (ประมาณการ)
ที่มา เอซี นีลเล็น (ฐานเศรษฐกิจ)