หน้าแรก

1/14/2561

ใครคือ Satoshi nakamoto?

ใครคือ Satoshi nakamoto?

บุคคลที่ใกล้ชิดกับ Satoshi ที่สุดมี 3 คน ผู้ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Cypherpunks (ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1990s โดยมีไอเดียเกี่ยวกับ digital cash ที่มูลค่าไม่ได้ขึ้นกับองค์กรที่ออกเหรียญ) คือ 

1. Hal Finney เป็นผู้ใช้งานระบบ Bitcoin คนที่สองต่อจาก Satoshi และมีการ tweet ว่า "Running bitcoin" วันที่ 11 Jan 2009 ขุดสำเร็จ Block ที่ 78 (https://twitter.com/halfin/status/1110302988) จากนั่นวันต่อมา วันที่ 12 Jan 2009 เกิด transaction แรกขึ้นจากการส่งจาก Satoshi ไป Hal Finney
ใน white paper ของ bitcoin ตัว Satoshi เองเขียนถึงความกังวลเรื่องการ scale ตัว Hal Finney เองก็เคยเขียนเรื่องนี้ลงในเว็บบอร์ดเมื่อวันที่ 30 Dec 2010 ว่า Bitcoin ไม่สามารถ scale ได้ ต้องใช้ secondary level of payment systems แปลว่า Layer 2 ถูกคิดไว้แล้วอย่างช้าสุดก็ปี 2010 (https://bitcointalk.org/index.php…)
Hal Finney มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ computer scientist และ cryptographer เป็นอย่างมาก แถมมีผลงานสำคัญอย่างการเขียน paper เรื่อง Reusable Proof of Work (RPOW) ในปี 2004 ,,อีกข้อมูลหนึ่งคือแกดันมีเพื่อนบ้านชื่อ Dorian Nakamoto ด้วยนี่สิ สุดจะบังเอิญ

2. Nick Szabo ผู้คิดค้น "Bit Gold" และได้เผยแพร่ในปี 2005 (https://unenumerated.blogspot.com/2005/12/bit-gold.html) ซึ่งสร้างขึ้นเป็น prototype ของ digital cash ตาม RPOW ของ Hal Finney
Nick เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์, นักวิชาการด้านกฎหมาย และและยังเป็นผู้เขียวชาญทางด้านการถอดรหัสด้วย ตัวเขานั่นวิจัยเกี่ยวกับ digital contracts และ digital currency
ตัว Bit Gold ของ Nick นั่นยังไม่เคยถูก implement จริงเลยแต่มันก็ถูกเรียกว่าเป็นต้นแบบของ Bitcoin architecture

3. Adam Back ผู้คิดค้น Hashcash ซึ่งคือระบบ proof-of-work ที่ใช้กับ Bitcoin แกเป็นนัก cryptographer และ crypto-hacker (คนนี้ถือว่าเทพมาก) ปัจจุบันเป็น CEO ของ Blockstream (เป็นผู้ก่อตั้งด้วย) เป็นบริษัทที่เน้นพัฒนาทางด้าน Bitcoin โดยเฉพาะ

<สุดท้าย>
เหตุผลหนึ่งที่ Satoshi nakamoto ไม่เปิดเผยตัวตนเพราะ Hal Finney ได้เขียนเกียวกับกฎของระบบนี้ว่า "Owner is the ememy" (http://nakamotoinstitute.org/finn…/rpow/slides/slide010.html)

<สนใจอ่านเพิ่มเติมลิงค์ด้านล่าง>

Nick Szabo's theory of collectibles
http://nakamotoinstitute.org/shelling-out/

9/03/2560

บันทึก JMART-W1

กราฟแสดงราคา JMART-W1

  • JMART-W1 เทรดวันแรก 29/02/2012
  • เทรดวันสุดท้าย 29/11/2013 (ขึ้นเครื่องหมาย SP 2-27 ธ.ค. และ delist 28 ธ.ค. 2556)
  • อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วย : 1 หุ้น
  • ราคาในการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญ  3 บาท/หุ้น
  • จำนวน 59,999,990 หน่วย 
  • จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิม ต่อ 1 หน่วย และนักลงทุนที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน 5 หุ้นต่อ 1 หน่วย

8/29/2560

CPN : Company Visit 23/05/2560


สรุป Company Visit บริษัท CPN วันที่ 23/05/2560

• อัตราการเช่าเฉลี่ยตอนเปิดของ Central i-City Malaysia จะอยู่ที่ประมาณ 80-85%
• หลังจากเปลี่ยนกองทุนเป็น REIT แล้วก็จะทำการกู้เลยเพื่อซื้อ Central Pattaya Beach เข้ากองทุน
• Central Pattaya เข้า REIT ราคาขายน่าจะประมาณ 9,000 ลบ. ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ​ 4,000 ลบ. ถ้ารวมโรงแรมด้วยจะอยู่ที่ 13,000-14,000 โดยมีต้นทุนเพิ่มอีก 2,500 ลบ. กำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนจะไม่ Book เป็นก้อนใหญ่ๆเหมือนที่ผ่านมาแล้วแต่จะค่อยๆ Book เป็นกำไรตามสัดส่วนตามจำนวนปีที่ขายเข้ากองทุน
• อัพเดตเพิ่มเติมสำหรับ CPNREIT ข้อมูลจาก Opp Day Q2/2017 ดังภาพนี้


• มองสัดส่วนการกู้ REIT ที่ Optimal ที่ 35% แต่จริงๆแล้วกู้ได้ถึง 70%
• REIT มี Withholding Tax ทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนต้องทำการจ่ายภาษี ซึ่งทาง Central ก็จะใช้การ Leverage ซื้อสินทรัพย์เข้ามาเพิ่ม เพื่อให้ผลตอบแทนของผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ลดลงจากผลของภาษี
• สินทรัพย์ที่จะนำเข้ากองทุนคือสินทรัพย์ที่ Mature แล้วมีอัตรา OCC สูง 95-100%
• ค่าเช่าขึ้นประมาณ​ 5% ต่อปีๆไหนเศรษฐกิจไม่ค่อยดีอาจจะมีการช่วยเหลือโดยให้เป็นส่วนลด 2-3 เดือน
• การขึ้นค่าเช่าขึ้นอยู่กับการทำให้ลูกค้าขายดีด้วย ถ้าขายไม่ดีอาจจะขึ้นค่าเช่าไม่ได้ ตรงนี้ CPN ต้องทำการเลือกผู้เช่าให้ดี
• Turonver rate ของผู้เช่า 5% ส่วนใหญ่เป็นทาง CPN เป็นคนขอเปลี่ยนเอง
• Long term lease ตอนนี้มีสัดส่วน 17% ซึ่งจะทยอยปรับขึ้นค่าเช่าเรื่อยๆ เริ่มปรับเยอะในปี 2019 โดยจะปรับขึ้นค่าเช่าประมาณ 17% ของ Long term lease ทั้งหมด
• การปรับค่าเช่าของ Long term lease จะประขึ้นเพิ่มประมาณ 5 เท่าโดยปัจจุบันค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 300-400 บาทต่อตรม.ขึ้นราคาก็จะไปอยู่ที่ 1,500 บาท/ตรม. ที่ค่าเฉลี่ย
• ผลกระทบจาก Online กลุ่มสินค้าที่จะโดนก่อนคือ Gadget
• การคิดส่วนแบ่งรายได้ Consignment ถ้าเป็นประเภท Food course หรือรายเล็กจะประมาณ 30% ถ้าเป็นรายใหญ่หน่อยใช้พื้นที่เยอะอย่าง Major หรือ Uniqlo ก็จะเป็นประมาณ 10-15%
• ที่ดินที่จะขึ้นโครงการ Condominium บางโครงการสามารถขึ้นได้มากกว่า 1 เนื่องจากมีที่ดินเหลืออย่างเชียงใหม่
• Condo ส่วนใหญ่ขายหมดภายในประมาณ 3-4 เดือน โดยเน้นจุดเด่นคือความสะดวกสบาย ถ้าความสะดวกของคนกรุงเทพฯคือการติดรถไฟฟ้า ความสะดวกของตจว.คือการอยู่ติดห้าง
• Model ของ CPN ต่อไปนี้จะดูของกลุ่ม SM ฟิลิปปินส์และ Westfield ออสเตรเลียเป็น Idol ซึ่งเป็น Model ของการทำโครงการ Mix-use/Lifestyle center

ที่มา: March Alongkot (ลิงก์)

8/06/2560

สถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ปี 2559


สถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยช่วงมกราคม-สิงหาคม ปี 2559
เป็นจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด 22,412,610 คน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนคือ 20,055,513 คน เติบโต 11.75% และประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากที่สุด 3 อันดับคือ

1. จีน 6,656,221 คน
2. มาเลเซีย 2,282,712 คน
3. เกาหลี 1,000,613 คน

ที่มา: tourism.go.th

ชนชั้นสูงของอเมริกันสมัยใหม่มีการบริโภคที่ไม่ซื้อของอวดฐานะ


ผลสำรวจเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินในระหว่างปี 1994-2014 ของสหรัฐพบว่า

ชนชั้นกลางใช้เงินซื้อสินค้าที่ใช้แสดงออกว่าตนเองมีฐานะดีเหมือนเป็นคนรวย (conspicuous consumption) เช่น แฟชั่น เครื่องประดับ รถยนต์ นาฬิกา เป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก เมื่อเทียบกับรายได้ทั้งหมด

ในขณะที่ คนรวยใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งของเหล่านี้เป็นสัดส่วนที่น้อยลงมาก คนรวยหนีไปใช้เงินมากขึ้นกับ สินค้าที่แสดงออกว่าตนเป็นผู้รับผิดชอบต่อสังคม เช่น กาแฟ Fair-Trade หรือบริการที่ไม่ได้ใช้เป็นเครื่องแสดงฐานะโดยตรง เช่น การศึกษาของลูก 

ตลอดจนสินค้าเชิงประสบการณ์ เช่น การไปดูโอเปร่า การท่องเที่ยวในดินแดนที่ไกลโพ้น การออกกำลังกายที่ยิมที่แปลกใหม่ ฯลฯ เพื่อให้ลูกหลานของตนได้รับ "ทุนทางวัฒนธรรม" ที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกหลานมีโอกาสที่จะยังอยู่ในสังคมระดับบนได้สืบต่อไป

มีแค่พวกฮิปสเตอร์ที่เป็นชนชั้นกลางเพียงกลุ่มเดียวที่ใช้จ่ายเงินคล้ายคลึงกับคนร่ำรวยตามที่กล่าวมา ทั้งที่มีรายได้น้อย

ที่มา: economist / สรุปโดย dekisugibooks

8/02/2560

2 เด้งตัวแรกของพอร์ต



สำหรับหุ้น JMT ผมได้เด้งแรกจากราคาปิดวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ปิดที่ราคา 20.50 บาท และหลังจากนั่นไม่นานผ่านมาประมาณ 8 เดือน ก็ได้เด้งที่สองจากราคาปิดวันที่ 2 สิงหา 2560 ปิดที่ราคา 31.00 บาท

7/28/2560

บันทึกพอร์ตหุ้น capital gain 1 ล้านบาท

วันที่ 26/7/2560 : บันทึกพอร์ตหุ้น capital gain 1 ล้านบาท
ถือหุ้น 7 ตัว CPN, CSC, J, JMART, JMART-W2(ได้สิทธิมา), JMT, MC


พูดถึงหุ้นรายตัวที่ถือ :

CPN : หุ้น Big Cap คาดหวังการเติบโตที่ 6-8% ไปเรื่อยๆ ปัจจุบันยังถือเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งอยู่ หากมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านปัจจัยพื้นฐานก็จะไม่ได้เปลี่ยนเร็ว (เช่นคนไม่เดินห้างแล้ว) เรายังพอมีเวลาให้ตัดสินใจ

CSC: หุ้น Defensive หนี้น้อย เก็บกินปันผล พักเงินรอหาหุ้นเติบโตต่อไป

J : หุ้นราคาไม่แพง market cap. 800 ล้านบาท เมื่อเทียบกับทรัพย์สิน และรายได้ แต่ต้องลงทุนมากในช่วงเริ่มต้น แต่โชคดีมีหุ้นแม่ (JMART) คอยสนับสนุน

JMART : กำไรตอนนี้ยังไม่สะท้อนอย่างที่ควรจะเป็นเพราะหุ้นลูก J อยู่ในช่วงลงทุน (ยังขาดทุนอยู่) และธุรกิจลูก J Fintech ก็ยังต้องตั้งสำรองหนี้สูญถึง 150 ล้านบาท มีแผนจะเอาเข้าตลาดอีก 2-3 ปี

JMT : หุ้นเติบโต กำไรสูง มีโอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตถึงกำไรปีละ 1,000 ล้านบาท

MC: รายได้เติบโตทุกปี ถ้ามีการบริหารต้นทุนที่ดีจะทำให้กำไรสูง หนี้น้อย และปันผลให้กับผู้ถือหุ้นค่อนข้างสูง