หน้าแรก

7/16/2560

สรุป JMT: ใน Money Talk @ SET หัวข้อ “4 หุ้นเด่นครึ่งปีหลัง” วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560

สรุป JMT : ใน Money Talk @ SET หัวข้อ “4 หุ้นเด่นครึ่งปีหลัง” วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560
สำหรับ JMT มีคุณปิยะ พงษ์อัชฌา (กรรมการผู้จัดการ) มาในวันนี้

1. พิธีกรถามว่าในห้องสัมมนานี้มีใครถือหุ้น JMT ไหม ในห้องไม่มีใครยกมือ
2. ใช้ Call Center ในการติดตามหนี้ ตอนนี้ใช้คนอยู่ 2,000 คน
3. หนี้รวมที่ซื้อ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 100 ชุด ต้นทุนชุดละ 5% ตัดต้นทุนไปแล้ว 40 กว่าชุด เฉลี่ยตอนนี้เก็บหนี้ได้ประมาณชุดละ 20% จากการเริ่มซื้อหนี้ในปี 2540
4. ลูกหนี้คือลูกค้า , ลูกหนี้ไม่ใช่ลูกหนี้
5. ลูกหนี้ที่มีปัญหามีไม่ถึง 2% เราฟ้องลูกหนี้ไม่ถึง 2% , อายุความ 10 ปี
6. ศูนย์ประนอมหนี้มีอยู่ 20 กว่าสาขาทั่วประเทศ
7. Market share 90%
8. จุดแข็งของ JMT คือ การทำธุรกิจมานานและมีการบันทึกบัญชีที่ Projection 10 ปี ในขณะที่รายอื่นอาจจะมีประสบการณ์ 3-5 ปี ก็ต้องบันทึกบัญชีตามนั่น ทำให้มาร์จิ้นต่ำกว่า
9. ไตรมาสแรกเติบโตกว่า 40% และไตรมาสสองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะเห็นตัวเลขสูงสุดที่ JMT ทำธุรกิจมา
10. พึ่งซื้อหนี้จากธนาคารต่างชาติมา 6,500 ล้านบาทใน Q4.2559 ซื้อมา 300 กว่าล้านบาท ถึงตอนนี้เดือนกรกฎาคมมียอด Cash Collection แล้ว 200 กว่าล้านบาท
11. จะมีการเปิดศูนย์สินเชื่อใน Q4 โดย JMT เป็นเจ้าภาพ เราจะให้บริการสำหรับสถาบันหรือสินเชื่อที่ไม่อยากมีทีมตรวจสอบเครดิต
12. พึ่งจดทะเบียนบริษัทที่กัมพูชา เบื้องต้นจะรับตามหนี้ได้ในเดือนหน้า
13. คุณปิยะ ไปหาลูกค้ารายแรกที่กัมพูชาเองด้วย

ปล. สรุปเฉพาะ Keyword ตัดในส่วนของการอธิบายธุรกิจออก

ดูเต็มๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/MoneyTalkTV/videos/1521947997876013/

3/19/2560

สรุปบันทึกตลาดหุ้นเวียดนาม 10 ปีย้อนหลัง


ตลาดหุ้นเวียดนาม 10 ปีย้อนหลัง

  • เวียดนามมี 2 ตลาดหลักคือ Ho Chi Minh Stock Exchange (HOSE) ก่อตั้งปี คศ. 2000 และ Hanoi Stock Exchange (HSX) ก่อตั้งเมื่อปี คศ. 2005 
  • เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,171 จุด ในเดือนมีนาคม 2007 ฟองสบู่แตกในปลายปี 2007 ดัชนีลดลงจนถึงจุดต่ำสุดประมาณ 200 จุดในปี 2009 นี่คือฟองสบู่ครั้งแรกของตลาดหุ้นเวียดนาม
  • ปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ 710.54 จุด ในวันที่ 19 มีนาคม 2017
  • ข้อมูลเพิ่มเติมจาก ดร.นิเวศน์ เขียนบทความ ลงทุนหุ้นเวียดนาม

2/27/2560

JMART : Opp day Feb 27, 2017

คุณอดิศักดิ์เปิดด้วยการพูดถึงการปรับโครงสร้างใหม่ของ JMART และการขยายจะไม่หยุดแค่นี้

JMART Group
  • ปี 2016 เจมาร์ททำผลงานได้ดีที่สุดทั้งรายได้ และกำไร
  • ปี 2016 เจอมาร์ทขายมือถือไป 1,200,000 เครื่อง ยอดขาย Samsung, Huawei, Oppo และ Vivo เราขายได้เป็นที่ 1 ตัวเลขนี้มาจาก Supplier (แบรนด์จีนให้มาร์จิ้นสูงสุด สูงกว่า Samsung และ Apple)
  • ปี 2016 เราขาย Apple ได้โตขึ้น 38% เราต้องการเป็นที่ 1 ในส่วนของ Apple ด้วย ภายในปี 2019 
  • Huawei โต 106%, Oppo โต 36%, Vivo โต 31% และ Samsung โต 5%
  • ปี 2017 ช่วงนี้ลงทุนมา 2-3 ปี แต่ปีนี้จะได้ yield เต็มๆ
  • จะมีผู้บริหารมือ 1 มาดูแล Jventures (บริษัทด้าน Fintech Startup)
  • ในส่วนของพม่าตอนนี้ยังเจอปัญหาอยู่ แต่ก็ต้อง invent เพื่อรอการปรับเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับ Retail
  • ปี 2016 เจมาร์ทกรุ๊ปรายได้ 11,205 ล้านบาท (เป็นปีแรกที่รายได้เกิน 1 หมื่นล้านบาท) และกำไร 438 ล้านบาท เติบโต 36% yoy ,ปี 2017 ตั้งเป้าโต 30%
  • เงินลงทุนในกลุ่มเจมาร์ทปี 2015 = 2,430 ลบ., ปี 2016 = 5,140 ลบ., ปี 2017 = 7,655 ลบ.
  • J Fintech ปล่อย Loan ไป 2,365 ล้านบาทในปี 2016 เริ่มมีการรับรู้รายได้จากดอกเบี้ย 30 กว่าล้านต่อเดือน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
  • ได้คุณทาโร่ดูแล J Ventures ในส่วนนี้จะมี Application ให้ปล่อยกู้ได้บน Mobile ในปีนี้
  • ทิศทาง J Ventures ปี 2017 ก้าวแรก J Fintech Loan, ปี 2018 ก้าวสอง J Wallet , ปี 2019 ก้าวสาม J Currency
  • ฐานข้อมูลลูกค้า J Fintech 100,000 ราย, Singer 800,000 ราย, JMART 1,000,000 ราย และ JMT 3,000,000 ราย
  • คาดหวังว่า J Fintech จะมีกำไรในปี 2017 (ปี 2016 ขาดทุนทำให้เจมาร์ทต้องตั้งสำรองหนี้สูญ 150 ล้านบาท)
JAS Asset
  • JAS Asset ในส่วนของ IT junction ทำแบรนด์ดิ้งมากขึ้นและมีการตลาดแจกมอเตอร์ไซต์ทุกเดือน ปีนี้กลางปีมีแจกรถยนต์ทำให้ลูกตู้ทำมาค้าขายได้มากขึ้น BigC คู้ค้าก็แฮปปี้มากขึ้น
  • IT junction มี 52 สาขา เป้าคือเพิ่มปีละ 8 สาขา มีพื้นที่เช่า 11,738 ตรม. ค่าเช่าลดลงเหลือ 2,370 บาท/ตรม. (จากปีก่อน 3,181 บาท/ตรม.) มีร้านตู้ 1,581 ร้าน 
  • JAS Urban OCC 100%, Wanghin OCC 95%, Ramintra OCC 95%
  • Ramintra ปีนี้จะ Renovate เอา Urban Foodville และส่วนสนุก Totem มาใส่ (ก็เป็นแบรนด์ของ J หมดนั่นละ)
  • รายได้ 562 ล้านบาท เติบโต 4.3% ปีนี้จะรับรู้รายได้ JAS Urban เต็มปี
  • D/E 1.7 เท่า
  • NEWERA คือแบรนด์คอนโดใหม่ ซื้อที่ดินไว้แล้ว กลางปีจะเปิดคอนโดแรก ที่เอกมัย-รามอินทรา

JMT

คุณปิยะขอบคุณนักลงทุนที่ให้คำแนะนำ ทำให้ตัวผมเองนำไปปรับจนมีตัวเลขที่เติบโตขึ้น (เป็นการเปิดคำพูดได้น่านับถือมากครับ)

  • Position ตอนนี้ก็ยังเป็นผู้เดียวที่ซื้อหนี้มาบริหาร และมา Port Size ที่ใหญ่ที่สุด
  • ปัจจุบัน Port Size ขนาด 100,000 ล้านบาท และปีนี้จะซื้อเพิ่มอีก 30,000 ล้านบาท และจากนี้ไปอีก 3 ปีจะโตเท่าตัว
  • ปีที่ผ่านมา 2016 เป็นปีที่ดีที่สุดของ JMT
  • ลูกค้าตอนนี้เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นขายหนี้แทนมาจ้างเราติดตามหนี้ และลูกค้ารายหนึ่งก็คือ Singer ที่เราเข้าไปติดตามหนี้
  • สัดส่วนของหนี้ Personal load เติบโตขึ้นชัดเจน รองมารถยนตร์ตัวเลขทรงๆ และรถมอไซต์ลดลงเล็กน้อยเพราะ yield น้อยกว่า 2 แบบแรก
  • ปี 2016 สัดส่วนซื้อหนี้ JAM 10,304 ล้านบาทเป็นหนี้ที่มี legal (เช่น สินเชื่อบ้าน) และ JMT 9,296 ล้านบาท เป็นหนี้ non legal
  • สัดส่วนประเภทหนี้แยกเป็น Personal loan ซื้อหนี้มา 14,708 ล้านบาท และ Hire Purchase (คือหนี้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ PL) ซื้อหนี้มา 4,892 ล้านบาท 
  • การลงทุนในช่วงแรกปี 2006-2010 เราเก็บหนี้ได้เฉลี่ย 300% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ปี 2011-2016 ช่วงนี้เริ่มซื้อพอร์ตรถยนต์เข้ามา ,,โดยรวมแล้วเก็บหนี้ได้เฉลี่ย 82% จากเงินลงทุน 5,360 ล้านบาท
  • พอร์ตกองหนี้ตอนนี้รวม 100 กองพอดี เหลือที่ยังรับรู้รายได้อยู่ 64 กอง
  • หนี้ 100 กองมีมูลค่า 108,283 ล้านบาท เหลือมูลค่าที่ยังรับรู้ได้รายอยู่ 94,719 ล้านบาท
  • รายได้รวมโต 47.9% ถ้าไม่รวม J Fintech ก็จะเติบโตประมาณ 20% ปลายๆ
  • โครงสร้างรายได้ Debt Acquisition (ซื้อหนี้) 69%, Loan 18%, Debt collection (จ้างตามหนี้) 13%
  • GP ในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 63% และอาจไปถึง 68% ในปีนี้ 
  • SG&A (ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร) ถ้าไม่มี J Fintech ของ JMT จะอยู่ที่ประมาณไตรมาสละ 55-60 ล้านบาท
  • ภาพกำไร Net Profit ที่ไม่มี J Fintech ตั้งแต่ Q1-Q4 ภาพจะไต่มาแบบนี้คือ 50, 60, 70, 80 ล้านบาท
  • D/E 0.96 เท่า
  • โอกาสทางธุรกิจสนในที่กัมพูชา เพราะมี NPL สูง ที่นี่ลิสซิ่งจะเติบโตไวกว่า PL แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่มีคือ know how ในการตามหนี้มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป 
  • ทุนจดทะเบียนที่ประเทศกัมพูชา 30 ล้านบาท เราไปเป็นเจ้าแรก พันธมิตรการค้าที่เราคุยคือ GL กับ Aeon
  • เป้าหมายต่อไปมี 2 ที่คือที่ลาวกับเวียดนาม 
  • อีกธุรกิจที่จะทำให้เราเติบโตได้คือ JAY Insurance Broker ที่มีรายได้อยู่ 6 ล้าน แต่ปีนี้จะมีรายได้ 40 ล้าน ซึ่งกลยุทธ์คือจะไป M&A และมีเป้าหมายคือ InsureTech
   ____________________________________________________________________
Q&A 

JMART Group
  • D/E ตอนนี้ 2.22 เท่า ถ้าเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 2 เท่า
  • ตอนนี้เรามีการจัดสรรในส่วนของ Warrant (อายุ 2 ปี ราคาใช้สิทธิ 15 บาท) ถ้านักลงทุนใช้สิทธิทั้งหมดเราก็จะได้เงินมาประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท
  • คนที่ได้ Stock dividend จะได้ Warrant ด้วย
  • J Wallet ได้รายได้จาก 1. Fee 2.ท่อเข้าได้ดอกเบี้ย 3.ท่อออกได้มาร์จิ้นจากการขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม
  • Jmart Mobile ยังเติบโตอยู่และ Singer จะเป็นผู้เล่นที่ขายมือถือได้มากที่สุด จากประสบการณ์ของคุณอดิศักดิ์ (ไม่นับ operator) เพราะ Singer ขายทั้งเงินสดและเงินผ่อน
  • การขายมือถือของ Singer เป็นลักษณะฝากขาย โดยที่ Jmart Mobile ส่งของไปให้ถึงเทอมก็จ่ายเงินให้ในส่วนที่ขายได้ ส่วนที่เหลือก็ส่งคืนกลับมา แล้วเอาล็อตใหม่ไป ซึ่งมาร์จิ้นที่ทาง Jmart Mobile จะได้รับอยู่ที่ประมาณ 3-7%
  • J Fintech ปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 3,500 ล้านบาท ดอกเบี้ย 24% 
  • ธุรกิจกล้องถ่ายรูปมุ่งมั่นจะเป็นเบอร์ 1 ใน 3 ปี 
  • ปี 2559 ในส่วนของกล้องมียอดขาย 120 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้า 800 ล้านบาท เปิดสาขากล้อง 10 สาขา
  • มีการทำดีลกับแบรนด์จีนน้องใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่ายที่ Jmart ที่เดียว

JMT
  • Cash Collection Target ปี 2017 อยู่ที่ 1,250 ล้านบาท base on กองหนี้เดิมและใหม่ที่จะซื้อในปีนี้ด้วย โดยกองหนี้ใหม่ใน Q1 จะเข้ามา 7,000 ล้านบาท , Q2 อีก 7,000 ล้านบาท , Q3 10,000 ล้านบาท และที่เหลือจะเข้า Q4 (เป้าทั้งปีซื้อหนี้ 30,000++ ล้านบาท)
  • ตอนนี้มีคนอยู่ 1,600 คน จะขยายไป 1,800 คน สำหรับคนตามเก็บหนี้ แต่เราจะมีเครื่องมือสำหรับช่วยด้วย
  • 95% ของลูกค้าเราได้เป็นเงินเดือน และที่เราสำรวจลูกค้ามารายได้ไม่เพิ่ม แต่ผอกพูนหนี้เยอะขึ้น เราจึงต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินด้วย ซึ่งส่วนนี้ยังต้องใช้คนอยู่
  • J Fintech ปล่อยกู้ถ้าตามเก็บหนี้ไม่ได้ เป็นหนี้เสียก็ขายให้ JMT ราคาซื้อหนี้ตามพื้นฐานสถาบันการเงินทั่วไป
  • พระเอกของปีนี้คือ PL 60% และตัวรองลงมาคือหนี้รถยนต์ 40% ส่วนหนี้มอเตอร์ไซค์มีแต่น้อยมากเพราะ yield น้อย
  • มี M&A ธุรกิจ Call Center กับประกัน อยู่ในขั้นตอน FA ทำ Deal ส่วนจะเมื่อไหร่จะประกาศทาง SET ให้ทราบอีกที

J 
  • งบลงทุนปีนี้ใช้ 1,400-1,500 ล้านบาท หลักๆ มาจาก Urban สาขาใหม่ และคอนโด
  • คอนโดแห่งแรกเป็นคอนโด Low rise มี 185 ห้อง ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 500 ล้านบาท ส่งมอบประมาณต้นปี 2018
Singer
  • ผลิตภัณฑ์ Car for Cash เป็นของ Singer ไม่ใช่ของ J Fintech
  • Singer ปล่อยสินเชื่อมอเตอร์ไซค์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือปล่อยให้ dealer ในส่วนนี้จะได้รายได้จากดอกเบี้ย และอีกส่วนคือขายเองได้ในส่วนของมาร์จิ้นและดอกเบี้ย มีแผนไปคุยกับยี่ห้อมอเตอร์ไซค์แล้ว
  • จำนำรถเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ ปรับจาก 700 เป็น 1,500 ล้านบาท 
  • ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ในการขายสินค้าที่ 3,500 ล้านบาท (ไม่รวมรถเติมเงินเพราะเป็น service)
  • ปีนี้จะมี 200 สาขา 600 หัวหน้าหน่วย 20,000 คนขาย (เดิม 177 สาขา 350 หัวหน้าหน่วย) ทั้งหมดนี้จะถูกจัการด้วยแอพพลิเคชั่น Singer Direct 
  • เป้าหมายยอดขายต่อ 1 คนขาย 100,000 บาทต่อเดือน ถ้าไม่มียอดขายติดต่อกัน 3 เดือนจะถูก screen ออก

2/19/2560

ความก้าวหน้าการก่อสร้างรถไฟฟ้า ณ วันที่ 31 มกราคม 2560


  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-บางแค และ บางซื่อ-ท่าพระ แล้วเสร็จ 89.16% กำหนดเปิดให้บริการปี 2562
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม แบริ่ง-สมุทรปราการ แล้วเสร็จ 100% กำหนดเปิดให้บริการปี 2561 (เริ่มงานระบบรถไฟฟ้า ณ สถานีสำโรง)
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว แล้วเสร็จ 21.75% 
ข้อมูลจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

1/14/2560

ภาพรวม และส่วนแบ่งการตลาดรถมอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย

ภาพยอดขายรถจักรยานยนต์ในไทยปี 2008-2016 
ข้อมูลจากบริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) (ที่มา)


ส่วนแบ่งการตลาดรถจักรยานยนต์เดือนม.ค.-พ.ย. ปี 2015 (ที่มา)

สรุปยอดขายรถจักรยานยนต์ตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ย. ปี 2015
อันดับ 1 คือ Honda ขายได้ 1,246,577 คัน
อันดับ 2 คือ Yamaha ขายได้ 190,768 คัน
อันดับ 3 คือ Suzuki ขายได้ 27,690 คัน
*รถจักรยานยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Honda MSX125 ราคา 71,900 บาท

ภาพรถจักรยานยนต์ Honda MSX125 ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุด


ภาพอุตสาหกรรมรถในไทยปี 2015 การผลิต, ขายในประเทศ และการส่งออก (ที่มา)

แถมข้อมูล: ประชากรกัมพูชา 15.5 ล้านคน ตลาดรถจักรยานยนต์ประมาณ 300,000-400,000 คันต่อปี 

1/08/2560

บันทึกการลงทุนใน LTF และเตรียมเปลี่ยนเป็น RMF



  1. เริ่มลงทุนกองทุน LTF แรกคือ BLTF75 (กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว 75/25) ในวันที่ 27 ธันวา 2555 เป็นกองทุนที่ไม่มีปันผล
  2. จากนั้นปีต่อมาเริ่มซื้อกองทุน KFLTFDIV (กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล) ด้วย เพื่อศึกษาควบคู่กันไป เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีปันผลให้ปีละครั้ง 
  3. จากรูปจะเห็นว่าผลการลงทุนกองทุนที่ไม่ปันผล BLTF75 นั่นมีกำไรค่อนข้างดีที่ 20.70% ในขณะที่กองทุนปันผล KFLTFDIV ขาดทุนอยู่ที่ -5.43% แต่ถ้าหักจากได้ปันผลมาแล้วก็ยังกำไรอยู่ที่ 1.07% แต่ผลตอบเทนก็ถือว่าไม่ดี โชคดีที่กองทุนเหล่านี้มีต้นทุนในเรื่องการหักภาษีรายได้มาช่วยด้วย เพราะฉะนั่นสำหรับคนที่เสียภาษีควรซื้อกองทุน LTF/RMF นะครับ 
  4. คำแนะนำถ้าต้องการซื้อ LTF จริงๆ ให้หากองทุนที่ไม่ปันผลจะดีกว่ากองทุนจะได้เอากำไรไปลงทุนต่อไม่ใช่ปันผลออกมา และการปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย 10% 
  5. สำหรับผมจากการลงทุน LTF มาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งถือจนครบ 5 ปีปฎิทินสามารถขายได้แล้ว แต่ก็คิดว่าควรลงทุนต่อ (กฏหมายใหม่ LTF ต้องถือ 7 ปีปฏิทินเริ่มปี 2559) ผมจึงเริ่มหันมาสนใจ RMF เพราะเราต้องการถือยาวอยู่แล้ว และ RMF นั่นก็มีข้อดีในเรื่องความหลากหลายของกองทุนที่ให้เราลงทุน เราสามารถสับเปลี่ยนไปลงทุนกองทุนตราสารหนี้ได้ในกรณีที่หุ้นเกิดวิกฤต ซึ่งต้องศึกษาต่อไปว่ามีความน่าสนใจอะไรบ้าง แล้วจะมาเล่าให้ฟังครับ  
ข้อมูล LTF Port วันที่ 6 มกรา 2560 

1/02/2560

1 เด้งตัวที่สองจาก JMT


หุ้นตัวแรกที่ได้ 1 เด้งคือ JMART เมื่อเดือนพฤษภาปี 2556 และตัวที่สองเป็นหุ้น JMT ซึ่งก็เป็นหุ้นลูกของ JMART นั่นเอง กว่าจะได้ตัวที่สองใช้เวลา 3 ปีกว่า วันที่ได้ 1 เด้งวันแรกของหุ้นตัวนี้เป็นราคาปิดวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ปิดที่ราคา 20.50 บาท